คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10749/2553 ฉบับเต็ม

#510534
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10749/2553 บริษัทประกันภัยศรีเมือง จำกัด โจทก์ บริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด กับพวก จำเลย บริษัทสหสิน คิวบีอี ประกันภัย จำกัด กับพวก จำเลยร่วม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3), มาตรา 57 (ก) โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดชำระค่าเสียหายตามสัญญารับขน จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ขนส่งอีกทอดหนึ่ง จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบลงจากรถยนต์บรรทุกโดยเครื่องขัดเรียบหล่นกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย และยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อไปในภายหลังหากศาลพิจารณาให้ตนเป็นฝ่ายแพ้คดี การเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีก็เพื่อให้ผูกพันในผลแห่งคดี จำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความคนละฝ่ายกับจำเลยร่วมที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาแม้จำเลยร่วมที่ 2 จะยื่นคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกา คดีก็ไม่มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในปัญหาดังกล่าวและที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ชอบเช่นกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,238,449.26 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 2,169,788.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ขอให้เรียกบริษัทสหสิน คิวบีอี ประกันภัย จำกัด และบริษัท อี.เอส.แอล. เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกบริษัทสหสิน คิวบีอี ประกันภัย จำกัด และบริษัท อี.เอส.แอล. เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ว่าจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ตามลำดับ จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 2,169,788.65 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 จนกว่าจะได้ชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 พฤศจิกายน 2538) ให้ไม่เกิน 68,660.61 บาท ตามที่โจทก์ขอ โดยให้จำเลยร่วมที่ 1 รับผิดชำระเงินแก่โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษาจนกว่าจะได้ชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทมิตราคม จำกัด เป็นเจ้าของเครื่องขัดเรียบรุ่นพีเอสจี 52 ดีเอ็กซ์เอ็นซีเอฟ หมายเลขเครื่อง 52572 ตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.19 โจทก์ทำสัญญารับประกันภัยเพื่อความเสียหายของเครื่องขัดเรียบดังกล่าวอันเกิดจากการขนส่งจากโรงงานบริษัทโอกาโมโต้ (ไทย) จำกัด ไปยังงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับเครื่องโลหะต่าง ๆ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และเดินทางกลับโรงงานหลังการแสดง ในจำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัย 2,600,000 บาท กำหนดระยะเวลาประกันภัยระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 ให้ไว้แก่บริษัทมิตราคม จำกัด ตามกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งในประเทศเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ขนส่งเครื่องจักรต่าง ๆ มาแสดงที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ตามใบขนย้ายสินค้าต่าง ๆ ใบวางบิลและสำเนาบิลส่งของ/ใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย ล.7 ล.11 และ ล.13 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประกันภัยเพื่อความเสียหายอันเกิดแก่สินค้าต่าง ๆ ที่เอาประกันภัยระหว่างการขนส่งไว้กับจำเลยร่วมที่ 1 กำหนดอายุสัญญาประกันภัยระหว่างวันที่ 11 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 11 มกราคม 2538 ตามกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งในประเทศเอกสารหมาย ล.1 และ ล.4 ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบซึ่งมีผู้นำมาแสดงลงจากรถยนต์บรรทุกที่ลานจอดรถศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพื่อนำไปยังที่แสดงสินค้า แต่เครื่องขัดเรียบดังกล่าวหล่นกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 แจ้งให้จำเลยร่วมทั้งสองทราบแล้ว จำเลยร่วมที่ 1 ให้บริษัทแม็คลาเรนส์ (ประเทศไทย) จำกัด สำรวจความเสียหายและโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่บริษัทมิตราคม จำกัด จำนวน 2,169,788.65 บาท ตามใบรับช่วงสิทธิความเสียหาย รายงานเรียกร้องให้รับผิดครั้งที่สอง จดหมายเรียกร้องและใบรับช่วงสิทธิเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.15 คดีมีปัญหาที่สมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเป็นข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาเรื่องความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดชำระค่าเสียหายตามสัญญารับขน จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ขนส่งอีกทอดหนึ่ง จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบลงจากรถยนต์บรรทุก โดยเครื่องขัดเรียบหล่นกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย และยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อไปในภายหลังหากศาลพิจารณาให้ตนเป็นฝ่ายแพ้คดี การเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีก็เพื่อให้ผูกพันในผลแห่งคดี จำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความคนละฝ่ายกับจำเลยร่วมที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา แม้จำเลยร่วมที่ 2 จะยื่นคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกา คดีก็ไม่มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในปัญหาดังกล่าวและที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 1 ว่า สัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมที่ 1 คุ้มครองความเสียหายในคดีนี้หรือไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบลงจากรถยนต์บรรทุกที่ลานจอดรถศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพื่อนำไปยังที่แสดงสินค้าโดยเครื่องขัดเรียบหล่นกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย เห็นว่า แม้ความเสียหายในคดีนี้จะเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบลงจากรถยนต์บรรทุก อันมิใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยรถบรรทุกและตามกรมธรรม์ประกันภัยจะมิได้กำหนดประเภทภัยที่คุ้มครองเกี่ยวกับภัยเพิ่มเติมหรือข้อความเพิ่มเติมพิเศษดังเช่นที่กรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งในประเทศระหว่างโจทก์และบริษัทมิตราคม จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งระบุถึงภัยทั้งปวงดังที่จำเลยร่วมที่ 1 ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์กรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งในประเทศระหว่างจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.4 ซึ่งกำหนดประเภทภัยที่คุ้มครองคือคุ้มครองความเสียหายหรือการสูญเสียตามหมวด 1 ข้อ 6 โดยในหมวด 1 สัญญาความคุ้มครอง ข้อ 6 กำหนดว่าความเสียหายหรือการสูญเสียโดยสิ้นเชิงหรือบางส่วนของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจากการเสี่ยงภัยทุกชนิดที่เกิดขึ้นจากเหตุภายนอกของทรัพย์สินนั้น ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นในคดีนี้จึงอยู่ภายใต้ข้อสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งคุ้มครองในความเสียหายหรือการสูญเสียของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจากการเสี่ยงภัยทุกชนิดที่เกิดขึ้นจากเหตุภายนอกของทรัพย์สินนั้น จำเลยร่วมที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 กับยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 ให้เป็นพับ (มนตรี ยอดปัญญา-มานัส เหลืองประเสริฐ-อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ทางพิพาทอาจเป็นได้ทั้งทางจำเป็นและเป็นทางภาระจำยอมในเวลาเดียวกันโดยโจทก์ต้องบรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับว่าทางพิพาทมีลักษณะเป็นทางจำเป็นและเป็นทางภาระจำยอมด้วย ซึ่งหากศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่ใช่ทางภาระจำยอม ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องเนื่องจากโจทก์มีคำขอมาแต่ต้นแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1542/2526 แผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและปรากฏแจ้งชัดจากแผนที่ดังกล่าวว่าที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ เมื่อพิจารณาประกอบคำฟ้องแล้วเห็นได้ว่าโจทก์เสนอสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา 2 ประการ คือ ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมเพราะมีผู้ใช้เข้าออกสู่ทางสาธารณะนานถึง 50 ปี แล้วประการหนึ่ง และทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพราะที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้อีกประการหนึ่ง ฟ้องของโจทก์จึงถูกต้องตามกฎหมาย ศาลซึ่งตรวจคำฟ้องชอบที่จะรับคำฟ้องไว้พิจารณา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4510/2541 โจทก์ฟ้องตั้งรูปว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นทางภาระจำยอมโดยมิได้วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ แต่หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางภาระจำยอมและข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยในเรื่องทางจำเป็น ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นทางจำเป็นได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและมีบ้านปลูกอยู่ในที่ดินทางด้านทิศใต้ติดต่อกับที่ดินของจำเลยซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือ ที่ดินของโจทก์ถูกล้อมโดยที่ดินแปลงอื่นไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้ โดยที่ดินของจำเลยเป็นที่ดินแปลงหนึ่งที่ล้อมที่ดินของโจทก์และติดทางสาธารณประโยชน์ หากโจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินจำเลยออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ก็จะเป็นทางตรงมีระยะสั้นและสะดวกกว่าไปใช้ทางอื่น ถือได้ว่าที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 เมื่อโจทก์ผู้มีสิทธิจะผ่านทางพิพาทซึ่งเป็นทางจำเป็น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคท้าย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5881/2548 โจทก์ฟ้องขอให้เปิดทางภาระจำยอมและอ้างว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น เนื่องจากที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ เป็นคำฟ้องให้ศาลเลือกวินิจฉัยจากพยานหลักฐานว่าเมื่อทางพิจารณาได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ก็สามารถพิพากษาบังคับให้เปิดทางในฐานะทางจำเป็นได้ด้วย เมื่อที่ดินโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะโจทก์ย่อมผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็น อย่างไรก็ตาม หากโจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับแต่เพียงว่าทางพิพาทมีลักษณะเป็นทางภาระจำยอม โดยไม่ได้บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับว่าทางพิพาทมีลักษณะเป็นทางจำเป็นด้วย แม้ข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยในเรื่องทางจำเป็น ศาลก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2206/2540 โจทก์เพียงแต่ฟ้องคดีและขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินส่วนที่พิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางภาระจำยอม โดยมิได้บรรยายหรือประสงค์ที่จะขอให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นด้วย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นเรื่องภาระจำยอมเท่านั้น การที่ศาลล่างพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นทางจำเป็นผลของคดีจึงเกินคำขอและทำให้ผู้มีสิทธิจะผ่านต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคท้าย จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตาม ป.ว.พ. มาตรา 142 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5661/2542 ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าที่ดินของโจทก์มีที่ดินของโจทก์ทมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่หรือมีการแบ่งโอนที่ดินกันเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้ อันเป็นความสำคัญในเรื่องขอให้เปิดทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และมาตรา 1350 ฟ้องโจทก์จึงไม่มีประเด็นในเรื่องทางจำเป็น โจทก์เพียงอ้างว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นภาระจำยอมหรือไม่เท่านั้น เมื่อได้ความว่าทางพิพาทมิใช่ทางภาระจำยอม ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและบังคับให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางพิพาทให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็น และเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ตามข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุ เป็นกรณีที่โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแต่เพียงประการเดียวแม้ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์จะได้บรรยายฟ้องว่าทางพิพาทมีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ อันมีลักษณะเป็นทางจำเป็นด้วยก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้มีคำขอบังคับให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นอีกประการหนึ่ง ดังนี้ แม้ทางพิจารณาโจทก์จะสามารถนำสืบพยานหลักฐานได้ว่าทางพิพาทมีลักษณะเป็นทางจำเป็น ศาลก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ฉะนั้น การที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้มิได้วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงหาได้เป็นการขัดหรือแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่กล่าวมาข้างต้น เดชา อุบลพงษ์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510534
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993487"
    }
}
date
2553
deka_no
10749/2553
deka_running_no
10749
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "มานัส เหลืองประเสริฐ",
    "อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57 (3)",
            "ม. 57 (ก)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทประกันภัยศรีเมือง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทสหสิน คิวบีอี ประกันภัย จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,238,449.26 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 2,169,788.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ขอให้เรียกบริษัทสหสิน คิวบีอี ประกันภัย จำกัด และบริษัท อี.เอส.แอล. เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกบริษัทสหสิน คิวบีอี ประกันภัย จำกัด และบริษัท อี.เอส.แอล. เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ว่าจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ตามลำดับ

จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 2,169,788.65 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 จนกว่าจะได้ชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 พฤศจิกายน 2538) ให้ไม่เกิน 68,660.61 บาท ตามที่โจทก์ขอ โดยให้จำเลยร่วมที่ 1 รับผิดชำระเงินแก่โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษาจนกว่าจะได้ชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทมิตราคม จำกัด เป็นเจ้าของเครื่องขัดเรียบรุ่นพีเอสจี 52 ดีเอ็กซ์เอ็นซีเอฟ หมายเลขเครื่อง 52572 ตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.19 โจทก์ทำสัญญารับประกันภัยเพื่อความเสียหายของเครื่องขัดเรียบดังกล่าวอันเกิดจากการขนส่งจากโรงงานบริษัทโอกาโมโต้ (ไทย) จำกัด ไปยังงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับเครื่องโลหะต่าง ๆ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และเดินทางกลับโรงงานหลังการแสดง ในจำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัย 2,600,000 บาท กำหนดระยะเวลาประกันภัยระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 ให้ไว้แก่บริษัทมิตราคม จำกัด ตามกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งในประเทศเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ขนส่งเครื่องจักรต่าง ๆ มาแสดงที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ตามใบขนย้ายสินค้าต่าง ๆ ใบวางบิลและสำเนาบิลส่งของ/ใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย ล.7 ล.11 และ ล.13 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประกันภัยเพื่อความเสียหายอันเกิดแก่สินค้าต่าง ๆ ที่เอาประกันภัยระหว่างการขนส่งไว้กับจำเลยร่วมที่ 1 กำหนดอายุสัญญาประกันภัยระหว่างวันที่ 11 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 11 มกราคม 2538 ตามกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งในประเทศเอกสารหมาย ล.1 และ ล.4 ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบซึ่งมีผู้นำมาแสดงลงจากรถยนต์บรรทุกที่ลานจอดรถศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพื่อนำไปยังที่แสดงสินค้า แต่เครื่องขัดเรียบดังกล่าวหล่นกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 แจ้งให้จำเลยร่วมทั้งสองทราบแล้ว จำเลยร่วมที่ 1 ให้บริษัทแม็คลาเรนส์ (ประเทศไทย) จำกัด สำรวจความเสียหายและโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่บริษัทมิตราคม จำกัด จำนวน 2,169,788.65 บาท ตามใบรับช่วงสิทธิความเสียหาย รายงานเรียกร้องให้รับผิดครั้งที่สอง จดหมายเรียกร้องและใบรับช่วงสิทธิเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.15

คดีมีปัญหาที่สมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเป็นข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาเรื่องความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดชำระค่าเสียหายตามสัญญารับขน จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ขนส่งอีกทอดหนึ่ง จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบลงจากรถยนต์บรรทุก โดยเครื่องขัดเรียบหล่นกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย และยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อไปในภายหลังหากศาลพิจารณาให้ตนเป็นฝ่ายแพ้คดี การเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีก็เพื่อให้ผูกพันในผลแห่งคดี จำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความคนละฝ่ายกับจำเลยร่วมที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา แม้จำเลยร่วมที่ 2 จะยื่นคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกา คดีก็ไม่มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในปัญหาดังกล่าวและที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 1 ว่า สัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมที่ 1 คุ้มครองความเสียหายในคดีนี้หรือไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบลงจากรถยนต์บรรทุกที่ลานจอดรถศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพื่อนำไปยังที่แสดงสินค้าโดยเครื่องขัดเรียบหล่นกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย เห็นว่า แม้ความเสียหายในคดีนี้จะเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบลงจากรถยนต์บรรทุก อันมิใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยรถบรรทุกและตามกรมธรรม์ประกันภัยจะมิได้กำหนดประเภทภัยที่คุ้มครองเกี่ยวกับภัยเพิ่มเติมหรือข้อความเพิ่มเติมพิเศษดังเช่นที่กรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งในประเทศระหว่างโจทก์และบริษัทมิตราคม จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งระบุถึงภัยทั้งปวงดังที่จำเลยร่วมที่ 1 ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์กรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งในประเทศระหว่างจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.4 ซึ่งกำหนดประเภทภัยที่คุ้มครองคือคุ้มครองความเสียหายหรือการสูญเสียตามหมวด 1 ข้อ 6 โดยในหมวด 1 สัญญาความคุ้มครอง ข้อ 6 กำหนดว่าความเสียหายหรือการสูญเสียโดยสิ้นเชิงหรือบางส่วนของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจากการเสี่ยงภัยทุกชนิดที่เกิดขึ้นจากเหตุภายนอกของทรัพย์สินนั้น ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นในคดีนี้จึงอยู่ภายใต้ข้อสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งคุ้มครองในความเสียหายหรือการสูญเสียของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจากการเสี่ยงภัยทุกชนิดที่เกิดขึ้นจากเหตุภายนอกของทรัพย์สินนั้น จำเลยร่วมที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 กับยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ทางพิพาทอาจเป็นได้ทั้งทางจำเป็นและเป็นทางภาระจำยอมในเวลาเดียวกันโดยโจทก์ต้องบรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับว่าทางพิพาทมีลักษณะเป็นทางจำเป็นและเป็นทางภาระจำยอมด้วย ซึ่งหากศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่ใช่ทางภาระจำยอม ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องเนื่องจากโจทก์มีคำขอมาแต่ต้นแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1542/2526 แผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและปรากฏแจ้งชัดจากแผนที่ดังกล่าวว่าที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ เมื่อพิจารณาประกอบคำฟ้องแล้วเห็นได้ว่าโจทก์เสนอสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา 2 ประการ คือ ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมเพราะมีผู้ใช้เข้าออกสู่ทางสาธารณะนานถึง 50 ปี แล้วประการหนึ่ง และทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพราะที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้อีกประการหนึ่ง ฟ้องของโจทก์จึงถูกต้องตามกฎหมาย ศาลซึ่งตรวจคำฟ้องชอบที่จะรับคำฟ้องไว้พิจารณา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4510/2541 โจทก์ฟ้องตั้งรูปว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นทางภาระจำยอมโดยมิได้วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ แต่หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางภาระจำยอมและข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยในเรื่องทางจำเป็น ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นทางจำเป็นได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและมีบ้านปลูกอยู่ในที่ดินทางด้านทิศใต้ติดต่อกับที่ดินของจำเลยซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือ ที่ดินของโจทก์ถูกล้อมโดยที่ดินแปลงอื่นไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้ โดยที่ดินของจำเลยเป็นที่ดินแปลงหนึ่งที่ล้อมที่ดินของโจทก์และติดทางสาธารณประโยชน์ หากโจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินจำเลยออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ก็จะเป็นทางตรงมีระยะสั้นและสะดวกกว่าไปใช้ทางอื่น ถือได้ว่าที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 เมื่อโจทก์ผู้มีสิทธิจะผ่านทางพิพาทซึ่งเป็นทางจำเป็น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคท้าย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5881/2548 โจทก์ฟ้องขอให้เปิดทางภาระจำยอมและอ้างว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น เนื่องจากที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ เป็นคำฟ้องให้ศาลเลือกวินิจฉัยจากพยานหลักฐานว่าเมื่อทางพิจารณาได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ก็สามารถพิพากษาบังคับให้เปิดทางในฐานะทางจำเป็นได้ด้วย เมื่อที่ดินโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะโจทก์ย่อมผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็น อย่างไรก็ตาม หากโจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับแต่เพียงว่าทางพิพาทมีลักษณะเป็นทางภาระจำยอม โดยไม่ได้บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับว่าทางพิพาทมีลักษณะเป็นทางจำเป็นด้วย แม้ข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยในเรื่องทางจำเป็น ศาลก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2206/2540 โจทก์เพียงแต่ฟ้องคดีและขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินส่วนที่พิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางภาระจำยอม โดยมิได้บรรยายหรือประสงค์ที่จะขอให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นด้วย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นเรื่องภาระจำยอมเท่านั้น การที่ศาลล่างพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นทางจำเป็นผลของคดีจึงเกินคำขอและทำให้ผู้มีสิทธิจะผ่านต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคท้าย จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตาม ป.ว.พ. มาตรา 142 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5661/2542 ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าที่ดินของโจทก์มีที่ดินของโจทก์ทมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่หรือมีการแบ่งโอนที่ดินกันเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้ อันเป็นความสำคัญในเรื่องขอให้เปิดทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และมาตรา 1350 ฟ้องโจทก์จึงไม่มีประเด็นในเรื่องทางจำเป็น โจทก์เพียงอ้างว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นภาระจำยอมหรือไม่เท่านั้น เมื่อได้ความว่าทางพิพาทมิใช่ทางภาระจำยอม ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและบังคับให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางพิพาทให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็น และเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ตามข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุ เป็นกรณีที่โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแต่เพียงประการเดียวแม้ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์จะได้บรรยายฟ้องว่าทางพิพาทมีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ อันมีลักษณะเป็นทางจำเป็นด้วยก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้มีคำขอบังคับให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นอีกประการหนึ่ง ดังนี้ แม้ทางพิจารณาโจทก์จะสามารถนำสืบพยานหลักฐานได้ว่าทางพิพาทมีลักษณะเป็นทางจำเป็น ศาลก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ฉะนั้น การที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้มิได้วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงหาได้เป็นการขัดหรือแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่กล่าวมาข้างต้น เดชา อุบลพงษ์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000477.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553