คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11519/2553 ฉบับเต็ม

#510926
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11519/2553 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โจทก์ โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน บริษัท ซี.ดับบลิว.พี. แอสโซซิเอทส์ จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา ไม่ใช่กรณีศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่ยอมรับอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงยังไม่ถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้ นับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังจนถึงวันครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่โจทก์เป็นเวลานานถึง 2 เดือน คดีของโจทก์ก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน หากโจทก์ให้ความสำคัญต่อคดีของตนระยะเวลาดังกล่าวก็เพียงพอที่โจทก์จะจัดทำฎีกาและยื่นฎีกาได้ทันภายในกำหนดอีกทั้งในชั้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์ ศาลชั้นต้นก็ได้กำชับในคำร้องแล้วว่า เป็นการอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาเพียงครั้งเดียวดังนั้น จึงเป็นหน้าที่โจทก์ที่ควรเร่งจัดทำฎีกามายื่นต่อศาลให้ทันภายในกำหนดที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาอีกนั้นชอบแล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกัน ชำระเงินแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 5 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2550 ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 1) มีกำหนด 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 เมื่อถึงวันดังกล่าวโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 2) ออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 5 ยื่นคำแก้ฎีกาว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 2) ของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงเป็นคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 2) คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง นั้น จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์มีสิทธิฎีกาหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ไม่ใช่กรณีศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่ยอมรับอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่ามีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่โจทก์ออกไปอีกหรือไม่ เห็นว่า นับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 1) แก่โจทก์เป็นเวลานานถึง 2 เดือน คดีของโจทก์ก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน หากโจทก์ให้ความสำคัญต่อคดีของตน ระยะเวลาดังกล่าวก็เพียงพอที่โจทก์จะจัดทำฎีกาและยื่นฎีกาได้ทันภายในกำหนด อีกทั้งในชั้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 1) ของโจทก์ศาลชั้นต้นก็ได้กำชับในคำร้องแล้วว่า เป็นการอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาเพียงครั้งเดียว ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่โจทก์ที่ควรเร่งจัดทำฎีกามายื่นต่อศาลให้ทันภายในกำหนด ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (นวลน้อย ผลทวี-พันวะสา บัวทอง-พิศล พิรุณ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510926
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993252"
    }
}
date
2553
deka_no
11519/2553
deka_running_no
11519
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "นวลน้อย ผลทวี",
    "พันวะสา บัวทอง",
    "พิศล พิรุณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 236 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัท ซี.ดับบลิว.พี."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "แอสโซซิเอทส์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกัน ชำระเงินแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 5 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2550 ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 1) มีกำหนด 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 เมื่อถึงวันดังกล่าวโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 2) ออกไปอีก 30 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 5 ยื่นคำแก้ฎีกาว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 2) ของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงเป็นคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 2) คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง นั้น จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์มีสิทธิฎีกาหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ไม่ใช่กรณีศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่ยอมรับอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่ามีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่โจทก์ออกไปอีกหรือไม่ เห็นว่า นับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 1) แก่โจทก์เป็นเวลานานถึง 2 เดือน คดีของโจทก์ก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน หากโจทก์ให้ความสำคัญต่อคดีของตน ระยะเวลาดังกล่าวก็เพียงพอที่โจทก์จะจัดทำฎีกาและยื่นฎีกาได้ทันภายในกำหนด อีกทั้งในชั้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 1) ของโจทก์ศาลชั้นต้นก็ได้กำชับในคำร้องแล้วว่า เป็นการอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาเพียงครั้งเดียว ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่โจทก์ที่ควรเร่งจัดทำฎีกามายื่นต่อศาลให้ทันภายในกำหนด ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000475.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553