คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11742/2553 ฉบับเต็ม

#510936
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11742/2553 พนักงานอัยการประจำ ศาลแขวงนครราชสีมา โจทก์ บริษัทอุตสาหกรรมท่อนำไทย จำกัด โจทก์ร่วม ห้างหุ้นส่วนจำกัด โคราชชัยจิตร กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 134 (เดิม) พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2546 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 แถลงรับว่าในชั้นสอบสวนพันตำรวจตรี ธ. เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาและเป็นผู้สอบคำให้การจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธและลงลายมือชื่อไว้จริงจึงถือได้ว่ามีการแจ้งข้อหาให้จำเลยที่ 2 ทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุแล้ว แม้จะมิได้มีการแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยที่ 2 ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติขึ้นภายหลัง ก็ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป การสอบสวนจึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม ทั้งยังให้ตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ว่า เป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คในนามจำเลยที่ 1 แก่ธนาคาร ดังนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าหรือมีหนี้สินใดกับโจทก์ร่วมโดยตรง เมื่อจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ร่วมในฐานะผู้สั่งจ่าย จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าเป็นการลงลายมือชื่อเพื่อเป็นการรับประกันหรือสร้างความน่าเชื่อถือในผลงานในฐานะเป็นวิศวกรโครงการไม่ได้ เมื่อเช็คทั้งสองฉบับเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะผู้แทนไม่มาศาล ระหว่างพิจารณา บริษัทอุตสาหกรรมท่อน้ำไทย จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1)ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมสองกระทง กระทงที่ 1 ตามเช็คพิพาทฉบับแรก จำคุก 15 วัน กระทงที่ 2 ตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน 15 วัน จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1รับเหมาช่วงงานก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียและระบบบำบัดน้ำเสียของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ราชสีมา ส.ซัพพลายก่อสร้าง มีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด ราชสีมา ส.ซัพพลายก่อสร้างเป็นวิศวกรโครงการ จำเลยที่ 1 สั่งซื้อท่อน้ำและอุปกรณ์จากโจทก์ร่วมมาใช้ในการก่อสร้างตามโครงการดังกล่าว และได้สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540จำนวนเงิน 43,788.39 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 15 มกราคม 2541 จำนวนเงิน 1,047,511.92 บาท โดยเช็คทั้งสองฉบับมีนายพิชัย หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราห้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่าย ตามเช็คเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์ร่วมได้นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าไม่ปรากฏว่ามีการสอบสวนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ต้องหาโดยการแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดและแจ้งข้อหาให้ทราบ การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2546 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 แถลงรับว่าในชั้นสอบสวนพันตำรวจตรีธนภัทร เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาและเป็นผู้สอบคำให้การจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธและลงลายมือชื่อไว้จริง จึงถือได้ว่ามีการแจ้งข้อหาให้จำเลยที่ 2 ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุแล้ว แม้จะมิได้มีการแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยที่ 2 ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติขึ้นภายหลัง ก็ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป การสอบสวนจึงชอบแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นวิศวกรดูแลโครงการให้นายจ้าง จำเลยที่ 2 มิได้มีหน้าที่สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ร่วม ไม่เคยสั่งซื้อสินค้าหรือมีหนี้สินใดกับโจทก์ร่วม ไม่เคยทราบฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 พนักงานขายของโจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 2 ในฐานะวิศวกรโครงการลงลายมือชื่อในเช็ค เพื่อเป็นการรับรองว่า มีการนำเอาท่อหรือสินค้ามาใช้ในโครงการจริง เป็นการลงลายมือชื่อในเช็คเพื่อให้การดำเนินการก่อสร้างโครงการไม่เกิดปัญหา เพื่อเป็นการรับประกัน หรือสร้างความเชื่อถือในผลงาน มิได้มีเจตนาสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วม เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ร่วมทั้งยังให้ตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ว่า เป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คในนามจำเลยที่ 1 แก่ธนาคาร ดังนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าหรือมีหนี้สินใดกับโจทก์ร่วมโดยตรง เมื่อจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ร่วมในฐานะผู้สั่งจ่าย จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าเป็นการลงลายมือชื่อเพื่อเป็นการรับประกันหรือสร้างความน่าเชื่อถือในผลงานในฐานะเป็นวิศวกรโครงการหาได้ไม่ เมื่อเช็คทั้งสองฉบับเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุริยง ลิ้มสถิรานันท์-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-ประทีป ดุลพินิจธรรมา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510936
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993136"
    }
}
date
2553
deka_no
11742/2553
deka_running_no
11742
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สุริยง ลิ้มสถิรานันท์",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 134 (เดิม)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการประจำ"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ศาลแขวงนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัทอุตสาหกรรมท่อนำไทย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด โคราชชัยจิตร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะผู้แทนไม่มาศาล

ระหว่างพิจารณา บริษัทอุตสาหกรรมท่อน้ำไทย จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1)ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมสองกระทง กระทงที่ 1 ตามเช็คพิพาทฉบับแรก จำคุก 15 วัน กระทงที่ 2 ตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน 15 วัน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1รับเหมาช่วงงานก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียและระบบบำบัดน้ำเสียของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ราชสีมา ส.ซัพพลายก่อสร้าง มีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด ราชสีมา ส.ซัพพลายก่อสร้างเป็นวิศวกรโครงการ จำเลยที่ 1 สั่งซื้อท่อน้ำและอุปกรณ์จากโจทก์ร่วมมาใช้ในการก่อสร้างตามโครงการดังกล่าว และได้สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540จำนวนเงิน 43,788.39 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 15 มกราคม 2541 จำนวนเงิน 1,047,511.92 บาท โดยเช็คทั้งสองฉบับมีนายพิชัย หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราห้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่าย ตามเช็คเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์ร่วมได้นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าไม่ปรากฏว่ามีการสอบสวนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ต้องหาโดยการแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดและแจ้งข้อหาให้ทราบ การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2546 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 แถลงรับว่าในชั้นสอบสวนพันตำรวจตรีธนภัทร เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาและเป็นผู้สอบคำให้การจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธและลงลายมือชื่อไว้จริง จึงถือได้ว่ามีการแจ้งข้อหาให้จำเลยที่ 2 ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุแล้ว แม้จะมิได้มีการแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยที่ 2 ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติขึ้นภายหลัง ก็ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป การสอบสวนจึงชอบแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นวิศวกรดูแลโครงการให้นายจ้าง จำเลยที่ 2 มิได้มีหน้าที่สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ร่วม ไม่เคยสั่งซื้อสินค้าหรือมีหนี้สินใดกับโจทก์ร่วม ไม่เคยทราบฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 พนักงานขายของโจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 2 ในฐานะวิศวกรโครงการลงลายมือชื่อในเช็ค เพื่อเป็นการรับรองว่า มีการนำเอาท่อหรือสินค้ามาใช้ในโครงการจริง เป็นการลงลายมือชื่อในเช็คเพื่อให้การดำเนินการก่อสร้างโครงการไม่เกิดปัญหา เพื่อเป็นการรับประกัน หรือสร้างความเชื่อถือในผลงาน มิได้มีเจตนาสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วม เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ร่วมทั้งยังให้ตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ว่า เป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คในนามจำเลยที่ 1 แก่ธนาคาร ดังนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าหรือมีหนี้สินใดกับโจทก์ร่วมโดยตรง เมื่อจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ร่วมในฐานะผู้สั่งจ่าย จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าเป็นการลงลายมือชื่อเพื่อเป็นการรับประกันหรือสร้างความน่าเชื่อถือในผลงานในฐานะเป็นวิศวกรโครงการหาได้ไม่ เมื่อเช็คทั้งสองฉบับเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000474.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553