คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2815/2554 ฉบับเต็ม

#511136
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2815/2554 บริษัทสิริมนต์ จำกัด โจทก์ นายตุ่น กรรณิกา โดยนายสมศักดิ์ กรรณิกา และนางมะลิ จารุจันทร์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง, มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247 ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ. การที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วน มิใช่เป็นกรณีที่คู่ความมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งให้จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วนจึงชอบแล้ว โจทก์มิได้ฟ้องให้ ส. และ ม. รับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดกของจำเลย ส. และ ม. เข้ามาในคดีในฐานะเป็นคู่ความแทนจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยต่อไปเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ส. และ ม. ทายาทของจำเลยรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ ส. และ ม. จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 อีกทั้งจำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้ยกฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 20,890 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 781,834 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสมศักดิ์ และนางมะลิ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสมศักดิ์ และนางมะลิ ทายาทของจำเลยชำระเงิน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 781,834 บาท นับถัดจากวันที่ 28 กันยายน 2543 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของจำเลยที่ตกทอดแก่ทายาททั้งสองของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากจำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วนจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 229 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนดังกล่าวเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม2548 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จำเลยถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2548 วันที่ 10 สิงหาคม 2548 เจ้าหน้าที่ศาลทำบัญชีค่าธรรมเนียมของโจทก์และจำเลย โดยระบุค่าธรรมเนียมของโจทก์คิดเป็นเงิน 23,065 บาท วันที่ 17 สิงหาคม 2548 จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 20,890 บาท และวางค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน 2,175 บาท ที่จำเลยอ้างในฎีกาทำนองว่า จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนเป็นเพราะความผิดของเจ้าหน้าที่ศาลที่คำนวณค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ถูกต้องจึงขัดต่อข้อเท็จจริงในสำนวน ทั้งการที่จำเลยชำระเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวนเท่ากับที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นนั้น จำเลยย่อมรู้ได้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จำเลยจะต้องวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นน้อยกว่าจำนวนค่าขึ้นศาลที่จำเลยจะต้องชำระในชั้นอุทธรณ์ เนื่องจากค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมซึ่งจำเลยจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และการที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วนดังกล่าว มิใช่เป็นกรณีที่คู่ความมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งให้จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วนจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องให้นายสมศักดิ์ และนางมะลิ รับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดกของจำเลย นายสมศักดิ์และนางมะลิเข้ามาในคดีในฐานะเป็นคู่ความแทนจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยต่อไปเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสมศักดิ์และนางมะลิทายาทของจำเลยรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่นายสมศักดิ์และนางมะลิจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องอีกประการหนึ่งคดีนี้จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้ยกฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 20,890 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 781,834 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-นพพร โพธิรังสิยากร-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
511136
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081990809"
    }
}
date
2554
deka_no
2815/2554
deka_running_no
2815
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18 วรรคสอง",
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246",
            "ม. 247 ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ."
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสิริมนต์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายตุ่น กรรณิกา โดยนายสมศักดิ์ กรรณิกา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "และนางมะลิ จารุจันทร์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 781,834 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสมศักดิ์ และนางมะลิ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสมศักดิ์ และนางมะลิ ทายาทของจำเลยชำระเงิน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 781,834 บาท นับถัดจากวันที่ 28 กันยายน 2543 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของจำเลยที่ตกทอดแก่ทายาททั้งสองของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากจำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วนจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 229 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนดังกล่าวเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม2548 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จำเลยถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2548 วันที่ 10 สิงหาคม 2548 เจ้าหน้าที่ศาลทำบัญชีค่าธรรมเนียมของโจทก์และจำเลย โดยระบุค่าธรรมเนียมของโจทก์คิดเป็นเงิน 23,065 บาท วันที่ 17 สิงหาคม 2548 จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 20,890 บาท และวางค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน 2,175 บาท ที่จำเลยอ้างในฎีกาทำนองว่า จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนเป็นเพราะความผิดของเจ้าหน้าที่ศาลที่คำนวณค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ถูกต้องจึงขัดต่อข้อเท็จจริงในสำนวน ทั้งการที่จำเลยชำระเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวนเท่ากับที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นนั้น จำเลยย่อมรู้ได้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จำเลยจะต้องวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นน้อยกว่าจำนวนค่าขึ้นศาลที่จำเลยจะต้องชำระในชั้นอุทธรณ์ เนื่องจากค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมซึ่งจำเลยจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และการที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วนดังกล่าว มิใช่เป็นกรณีที่คู่ความมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งให้จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วนจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องให้นายสมศักดิ์ และนางมะลิ รับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดกของจำเลย นายสมศักดิ์และนางมะลิเข้ามาในคดีในฐานะเป็นคู่ความแทนจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยต่อไปเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสมศักดิ์และนางมะลิทายาทของจำเลยรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่นายสมศักดิ์และนางมะลิจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องอีกประการหนึ่งคดีนี้จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้ยกฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 20,890 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 781,834 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000453.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554