คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7650/2554 ฉบับเต็ม

#511591
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7650/2554 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายชิษะณุพงษ์หรือพิเชษฐ สุวรรณลิขิต จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 336, มาตรา 336 ทวิ ผู้เสียหายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ถูกกระชากกระเป๋าจนสายสะพายหลุดจากไหล่ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ล้มและศีรษะผู้เสียหายกระแทกพื้นถนนสลบไป ส่วนกระเป๋าหลุดติดมือ ว. ไปหล่นบนถนนห่างจากจุดเดิมประมาณ 5 เมตร แสดงว่า ว. กระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายหลุดจากตัวผู้เสียหายมาอยู่ในความครอบครองของ ว. แล้ว แต่เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่ง ว. นั่งซ้อนท้ายมาเสียหลักล้มลงด้วยจนกระเป๋าของผู้เสียหายหล่นลงไปที่พื้นถนนห่างจากจุดเดิมถึง 5 เมตร จึงต้องถือว่าการวิ่งราวทรัพย์เอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปจากความครอบครองของผู้เสียหายเป็นความผิดสำเร็จแล้ว หาใช่เป็นเพียงขั้นพยายามวิ่งราวทรัพย์ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336, 336 ทวิ, 83 และ 92 กับเพิ่มโทษและนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 3693/2548 ของศาลอาญาธนบุรี และคดีหมายเลขแดงที่ 4188/2549 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสาม ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลงโทษจำคุก 6 ปี ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ 4188/2549 ของศาลอาญากรุงเทพใต้และคดีหมายเลขแดงที่ 3693/2548 ของศาลอาญาธนบุรี คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบมาตรา 80, 336 ทวิ, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะนางสาวนพเกล้า ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีนายธนูเป็นผู้ขับขี่จอดรอสัญญาณไฟจราจรอยู่ที่บริเวณสี่แยกป้อมมหากาฬที่เกิดเหตุ เมื่อได้รับสัญญาณไฟจราจรให้รถไปได้ ขณะนายธนูกำลังจะแล่นออกไป จำเลยขับรถจักรยานยนต์มีพวกจำเลย 1 คน นั่งซ้อนท้ายไปในทิศทางเดียวกันวิ่งเข้ามาใกล้รถจักรยานยนต์คันที่นายธนูขับขี่ แล้วพวกจำเลยได้กระชากกระเป๋าของผู้เสียหายที่สะพายอยู่ที่ไหล่หลุดออกจากไหล่ ผู้เสียหายได้เอี้ยวตัวหลบและยึดลำตัวนายธนูคนขับขี่ไว้ไม่ให้ตกจากรถเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายเสียการทรงตัวไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลย และรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันล้มลงจนศีรษะผู้เสียหายกระแทกพื้นถนนหมดสติไปและกระเป๋าผู้เสียหายหล่นลงบริเวณกลางถนนห่างจากจุดเดิมประมาณ 5 เมตร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมวิ่งราวทรัพย์กระเป๋าของผู้เสียหายเป็นความผิดสำเร็จแล้วหรือไม่ เห็นว่า นายวิทยากระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปพร้อมกับลากตัวผู้เสียหายไป และกระเป๋าได้หล่นลงบริเวณกลางถนนห่างจากจุดเฉี่ยวชนเดิม 5 เมตร แม้จะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากระเป๋าผู้เสียหายอยู่ในครอบครองของนายวิทยาแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ตามเหตุผลผู้เสียหายเป็นผู้หญิงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ยี่ห้อเวสป้า ลักษณะฝาครอบล้อหลังกว้างใหญ่ ผู้เสียหายคงไม่นั่งคร่อมซ้อนท้ายและสะพายกระเป๋าที่ไหล่ขวา เชื่อว่าผู้เสียหายคงนั่งห้อยขาทั้งสองข้าง ทางด้านซ้ายของที่นั่งโดยคล้องสายสะพายกระเป๋าไว้ที่ไหล่และสอดแขนขวารัดสายกระเป๋าไว้ เมื่อผู้เสียหายถูกกระชากกระเป๋าจนสายสะพายหลุดจากไหล่ผู้เสียหาย แต่สายสะพายกระเป๋าย่อมต้องติดอยู่ที่แขนขวาของผู้เสียหาย เพราะสายสะพายกระเป๋าติดที่แขนผู้เสียหายนั่นเองเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ล้ม ศีรษะผู้เสียหายกระแทกพื้นถนนสลบไป และกระเป๋าหลุดติดมือนายวิทยาไปจนกระเป๋าหล่นไปบนถนนห่างจากจุดเดิมประมาณ 5 เมตร แสดงว่านายวิทยากระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายหลุดจากตัวผู้เสียหายมาอยู่ในความครอบครองนายวิทยาแล้ว แต่เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของจำเลยได้เสียหลักล้มลงด้วยจนกระเป๋าของผู้เสียหายหล่นลงไปที่พื้นถนนห่างจากจุดเดิมถึง 5 เมตร จึงต้องถือว่าการวิ่งราวทรัพย์เอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปจากความครอบครองผู้เสียหายเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นเพียงขั้นพยายามวิ่งราวทรัพย์กระเป๋าสะพายของผู้เสียหายมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด อันเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์ (ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์-พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา-ปดารณี ลัดพลี) ศาลอาญา - นายศิริชัย พลการ ศาลอุทธรณ์ - นายเชด กวีบริบูรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1090/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2933/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ806/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
511591
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายศิริชัย พลการ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเชด กวีบริบูรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081989328"
    }
}
date
2554
deka_no
7650/2554
deka_running_no
7650
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์",
    "พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา",
    "ปดารณี ลัดพลี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 336",
            "ม. 336 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชิษะณุพงษ์หรือพิเชษฐ สุวรรณลิขิต"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336, 336 ทวิ, 83 และ 92 กับเพิ่มโทษและนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 3693/2548 ของศาลอาญาธนบุรี และคดีหมายเลขแดงที่ 4188/2549 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสาม ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลงโทษจำคุก 6 ปี ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ 4188/2549 ของศาลอาญากรุงเทพใต้และคดีหมายเลขแดงที่ 3693/2548 ของศาลอาญาธนบุรี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบมาตรา 80, 336 ทวิ, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะนางสาวนพเกล้า ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีนายธนูเป็นผู้ขับขี่จอดรอสัญญาณไฟจราจรอยู่ที่บริเวณสี่แยกป้อมมหากาฬที่เกิดเหตุ เมื่อได้รับสัญญาณไฟจราจรให้รถไปได้ ขณะนายธนูกำลังจะแล่นออกไป จำเลยขับรถจักรยานยนต์มีพวกจำเลย 1 คน นั่งซ้อนท้ายไปในทิศทางเดียวกันวิ่งเข้ามาใกล้รถจักรยานยนต์คันที่นายธนูขับขี่ แล้วพวกจำเลยได้กระชากกระเป๋าของผู้เสียหายที่สะพายอยู่ที่ไหล่หลุดออกจากไหล่ ผู้เสียหายได้เอี้ยวตัวหลบและยึดลำตัวนายธนูคนขับขี่ไว้ไม่ให้ตกจากรถเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายเสียการทรงตัวไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลย และรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันล้มลงจนศีรษะผู้เสียหายกระแทกพื้นถนนหมดสติไปและกระเป๋าผู้เสียหายหล่นลงบริเวณกลางถนนห่างจากจุดเดิมประมาณ 5 เมตร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมวิ่งราวทรัพย์กระเป๋าของผู้เสียหายเป็นความผิดสำเร็จแล้วหรือไม่ เห็นว่า นายวิทยากระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปพร้อมกับลากตัวผู้เสียหายไป และกระเป๋าได้หล่นลงบริเวณกลางถนนห่างจากจุดเฉี่ยวชนเดิม 5 เมตร แม้จะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากระเป๋าผู้เสียหายอยู่ในครอบครองของนายวิทยาแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ตามเหตุผลผู้เสียหายเป็นผู้หญิงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ยี่ห้อเวสป้า ลักษณะฝาครอบล้อหลังกว้างใหญ่ ผู้เสียหายคงไม่นั่งคร่อมซ้อนท้ายและสะพายกระเป๋าที่ไหล่ขวา เชื่อว่าผู้เสียหายคงนั่งห้อยขาทั้งสองข้าง ทางด้านซ้ายของที่นั่งโดยคล้องสายสะพายกระเป๋าไว้ที่ไหล่และสอดแขนขวารัดสายกระเป๋าไว้ เมื่อผู้เสียหายถูกกระชากกระเป๋าจนสายสะพายหลุดจากไหล่ผู้เสียหาย แต่สายสะพายกระเป๋าย่อมต้องติดอยู่ที่แขนขวาของผู้เสียหาย เพราะสายสะพายกระเป๋าติดที่แขนผู้เสียหายนั่นเองเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ล้ม ศีรษะผู้เสียหายกระแทกพื้นถนนสลบไป และกระเป๋าหลุดติดมือนายวิทยาไปจนกระเป๋าหล่นไปบนถนนห่างจากจุดเดิมประมาณ 5 เมตร แสดงว่านายวิทยากระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายหลุดจากตัวผู้เสียหายมาอยู่ในความครอบครองนายวิทยาแล้ว แต่เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของจำเลยได้เสียหลักล้มลงด้วยจนกระเป๋าของผู้เสียหายหล่นลงไปที่พื้นถนนห่างจากจุดเดิมถึง 5 เมตร จึงต้องถือว่าการวิ่งราวทรัพย์เอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปจากความครอบครองผู้เสียหายเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นเพียงขั้นพยายามวิ่งราวทรัพย์กระเป๋าสะพายของผู้เสียหายมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด อันเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2933/2550
primary_red_case_no
อ806/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000440.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1090/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554