คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5902/2554 ฉบับเต็ม

#511592
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5902/2554 นางสาวสุธีรา กรรณเลขา โจทก์ นางมนฑลี ศรีสง่า กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 193 ทวิ, มาตรา 224 ป.วิ.พ. มาตรา 18 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตในคำร้องขออนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ซึ่งเป็นดุลพินิจเฉพาะตัวจะอุทธรณ์ไม่ได้ ทั้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทำอุทธรณ์ฉบับใหม่หาได้มีผลเป็นการสั่งรับอุทธรณ์หรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ แต่ศาลชั้นต้นได้สั่งให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เข้ามาเฉพาะฐานความผิดของจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4, และที่ 7 ที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เพื่อศาลชั้นต้นจะได้มีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับใหม่ต่อไป ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ แต่โจทก์กลับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปโดยไม่ได้โต้แย้งว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทำอุทธรณ์ฉบับใหม่ไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ถูกขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดในหลายฐานความผิด ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้องจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4, ที่ 5, ที่ 6 และที่ 7 ส่วนจำเลยที่ 2 ยกฟ้อง ซึ่งคดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษายืนของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 5 และที่ 6 หลบหนี ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ 5 และที่ 6 ชั่วคราว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4, และที่ 7 ซึ่งโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานความผิดของจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4 และที่ 7 บางฐานความผิดที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ต่อศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษามีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวของโจทก์ว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี จึงไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานความผิดที่ต้องห้ามดังกล่าว และสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์อุทธรณ์ในข้อหาที่ต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4 และที่ 7 รวมกันมาในอุทธรณ์ จึงให้โจทก์จัดทำอุทธรณ์มาใหม่เฉพาะข้อหาที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงยื่นเข้ามาภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 มิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 มีนาคม 2550 อุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ขอให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ แต่โจทก์กลับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ถูกขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติ ให้ยกคำร้องของโจทก์ โจทก์ฎีกาคำสั่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นได้สั่งคำร้องขออนุญาตในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ว่าไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานความผิดที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์จัดทำอุทธรณ์ฉบับใหม่มายื่นเฉพาะฐานความผิดที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยให้ยื่นภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 มิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์แต่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เข้ามาภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นสั่งดังกล่าว กลับยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้นโดยมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ทั้ง ๆ ที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์แต่อย่างใด ส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไปนั้นก็เป็นการสั่งคำร้องขออนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งไม่อนุญาตเท่านั้น ซึ่งเป็นดุลพินิจเฉพาะตัวจะอุทธรณ์ไม่ได้ ทั้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ทำอุทธรณ์ฉบับใหม่ หาได้มีผลเป็นการสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ แต่ศาลชั้นต้นได้สั่งให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เข้ามาเฉพาะฐานความผิดของจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4 และที่ 7 ที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เพื่อศาลชั้นต้นจะได้มีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับใหม่ต่อไป ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ แต่โจทก์กลับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป โดยไม่ได้โต้แย้งว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทำอุทธรณ์ฉบับใหม่ไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ถูกขั้นตอน ตามที่กฎหมายบัญญัติ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งและให้ยกคำร้องของโจทก์ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน-พรเพชร วิชิตชลชัย) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายสมบูรณ์ รู้กิจการพานิช ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - อ่านไม่ออก แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1221/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ97/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4164/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
511592
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายสมบูรณ์ รู้กิจการพานิช"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "อ่านไม่ออก"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081989911"
    }
}
date
2554
deka_no
5902/2554
deka_running_no
5902
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน",
    "พรเพชร วิชิตชลชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 193 ทวิ",
            "ม. 224"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวสุธีรา กรรณเลขา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางมนฑลี ศรีสง่า กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดในหลายฐานความผิด ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้องจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4, ที่ 5, ที่ 6 และที่ 7 ส่วนจำเลยที่ 2 ยกฟ้อง ซึ่งคดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษายืนของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 5 และที่ 6 หลบหนี ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ 5 และที่ 6 ชั่วคราว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4, และที่ 7 ซึ่งโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานความผิดของจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4 และที่ 7 บางฐานความผิดที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ต่อศาลชั้นต้น

ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษามีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวของโจทก์ว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี จึงไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานความผิดที่ต้องห้ามดังกล่าว และสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์อุทธรณ์ในข้อหาที่ต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4 และที่ 7 รวมกันมาในอุทธรณ์ จึงให้โจทก์จัดทำอุทธรณ์มาใหม่เฉพาะข้อหาที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงยื่นเข้ามาภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 มิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 มีนาคม 2550 อุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ขอให้รับอุทธรณ์ของโจทก์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ แต่โจทก์กลับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ถูกขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติ ให้ยกคำร้องของโจทก์

โจทก์ฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นได้สั่งคำร้องขออนุญาตในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ว่าไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานความผิดที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์จัดทำอุทธรณ์ฉบับใหม่มายื่นเฉพาะฐานความผิดที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยให้ยื่นภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 มิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์แต่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เข้ามาภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นสั่งดังกล่าว กลับยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้นโดยมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ทั้ง ๆ ที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์แต่อย่างใด ส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไปนั้นก็เป็นการสั่งคำร้องขออนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งไม่อนุญาตเท่านั้น ซึ่งเป็นดุลพินิจเฉพาะตัวจะอุทธรณ์ไม่ได้ ทั้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ทำอุทธรณ์ฉบับใหม่ หาได้มีผลเป็นการสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ แต่ศาลชั้นต้นได้สั่งให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เข้ามาเฉพาะฐานความผิดของจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4 และที่ 7 ที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เพื่อศาลชั้นต้นจะได้มีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับใหม่ต่อไป ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ แต่โจทก์กลับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป โดยไม่ได้โต้แย้งว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทำอุทธรณ์ฉบับใหม่ไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ถูกขั้นตอน ตามที่กฎหมายบัญญัติ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งและให้ยกคำร้องของโจทก์ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ97/2544
primary_red_case_no
อ4164/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000445.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1221/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554