คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2554 ฉบับเต็ม

#511611
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2554 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายอธิราช สีมารักษ์ โจทก์ร่วม ดาบตำรวจน้อย พรหมรักษา จำเลย ป.อ. มาตรา 290, มาตรา 310 วรรคสอง ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ผู้ตายขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยแล้วออกจากร้านอาหารไปด้วยกัน จำเลยขับรถพาผู้ตายไปที่โรงแรม ขณะที่จำเลยอุ้มและลากผู้ตายเพื่อจะเข้าไปในห้องพัก พยานโจทก์เห็นเหตุการณ์และพบว่า ผู้ตายมีบาดแผลมีโลหิตไหลที่ศีรษะ โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้ตาย จะสันนิษฐานจากบาดแผลที่ผู้ตายได้รับว่าเป็นเพราะผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายหาได้ไม่ พยานหลักฐานเช่นนี้ถือเป็นพยานหลักฐานที่มีข้อน่าสงสัยตามสมควร ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายได้ ผู้ตายซึ่งมีสามีแล้วไม่ได้ยินยอมไปโรงแรมกับจำเลยตั้งแต่ต้น บาดแผลที่ปรากฏให้เห็นภายนอกร่างกายของผู้ตายซึ่งมีโลหิตไหลจากศีรษะและรูหูทั้งสองข้าง วิญญูชนทั่วไปย่อมทราบดีว่าผู้ตายอาการหนักต้องรีบนำผู้ตายไปโรงพยาบาลแทนที่จะพาผู้ตายเข้าโรงแรม และยังปรากฏว่าจำเลยขับรถพาผู้ตายออกจากร้านอาหารผ่านบ้านพักผู้ตายแล้วขับรถวกวนจนกระทั่งพาผู้ตายไปโรงแรมซึ่งอยู่คนละเส้นทาง เชื่อว่า จำเลยไม่มีเจตนาพาผู้ตายไปส่งบ้านพัก หากจำเลยนำผู้ตายไปส่งบ้านพักตามความต้องการของผู้ตายแล้ว เหตุคดีนี้คงไม่เกิดขึ้น การที่ผู้ตายตกลงจากรถจนถึงแก่ความตายเป็นเพราะผู้ตายไม่ต้องการไปกับจำเลยตามเจตนาของจำเลย สาเหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการที่ผู้ตายถูกจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 310 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายอธิราช สามีของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ให้จำคุก 2 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วม จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้ตาย จะสันนิษฐานจากบาดแผลที่ผู้ตายได้รับว่าเป็นเพราะผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายตามที่โจทก์ร่วมฎีกาหาได้ไม่ เพราะอาจจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ได้ พยานหลักฐานเช่นนี้ถือเป็นพยานหลักฐานที่มีข้อน่าสงสัยตามสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาของโจทก์ร่วมที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นผลโดยตรงจากที่ผู้ตายถูกจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายหรือไม่ จากพฤติการณ์แห่งคดีตามข้อเท็จจริงที่ฟังได้เป็นยุติ แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า ผู้ตายซึ่งมีสามีแล้วไม่ได้ยินยอมไปโรงแรมไผ่เขียวกับจำเลยตั้งแต่ต้น จำเลยเองก็นำสืบยอมรับว่า ผู้ตายขอให้จำเลยไปส่งบ้าน แต่จำเลยขับรถหลงทาง ระหว่างนั้นผู้ตายชะโงกหน้าต่างรถออกไปอาเจียนทำให้ตกจากรถ จำเลยอุ้มผู้ตายกลับขึ้นรถ ผู้ตายบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แต่อ้างเหตุที่พาผู้ตายไปโรงแรมไผ่เขียวไม่พาผู้ตายไปส่งบ้านหรือโรงพยาบาลว่าเพื่อพักผ่อน เมื่อพิจารณาหน้าต่างรถจำเลยที่เกิดเหตุตามภาพถ่ายแล้ว ปรากฏว่า หน้าต่างรถมีความกว้าง 36.5 เซนติเมตร ความยาว 47 เซนติเมตร หน้าต่างรถที่มีพื้นที่ขนาดนี้ หากผู้ตายประสงค์จะโผล่หน้าออกมาอาเจียน ย่อมไม่มีทางที่ผู้ตายจะตกลงมาจากรถได้ นอกจากนี้บาดแผลที่ผู้ตายได้รับเป็นบาดแผลฉกรรจ์ แม้บางส่วนจะเป็นบาดแผลภายในแต่บาดแผลที่ปรากฏให้เห็นภายนอกร่างกายของผู้ตายซึ่งมีโลหิตไหลจากศีรษะและรูหูทั้งสองข้าง บุคคลทั่วไปย่อมรู้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง และเมื่อจำเลยพาผู้ตายถึงโรงแรม นางบัวสอน แม่บ้านโรงแรมไผ่เขียวซึ่งมีหน้าที่เปิดห้องพัก ได้มาเบิกความเป็นพยานว่า ได้ยินเสียงผู้ตายร้องลักษณะมีอาการเจ็บปวดอยู่ในรถ เมื่อได้รับเงินค่าเปิดห้องจากจำเลยแล้วนำไปที่ห้องทำงานเพื่อนำเงินทอนกลับมาให้จำเลย ก็ยังคงได้ยินเสียงร้องอยู่ในรถ นายธีรวัฒน์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูเบิกความว่า ได้ช่วยจำเลยอุ้มผู้ตายเข้าไปในห้อง ผู้ตายมีโลหิตออกที่ศีรษะขณะนั้นผู้ตายไม่รู้สึกตัวแล้ว เมื่อถามจำเลยว่าจะส่งโรงพยาบาลหรือไม่ จำเลยปฏิเสธ ลักษณะอาการของผู้ตายเช่นนี้ วิญญูชนโดยทั่วไปย่อมทราบดีว่าผู้ตายอาการหนักต้องรีบนำผู้ตายไปโรงพยาบาลแทนที่จะพาผู้ตายเข้าโรงแรม ทั้งได้ความจากพันตำรวจโทศิริชัย พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เส้นทางจากร้านอาหารน้องไอซ์ไปโรงแรมไผ่เขียวต้องผ่านบ้านผู้ตาย และยังปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุอีกว่า บ้านพักผู้ตายอยู่ทางทิศตะวันตกของร้านอาหารน้องไอซ์ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกันแม้ตามแผนที่ไม่ได้ระบุระยะทางว่าห่างเท่าใด แต่ตามแผนที่แสดงว่าจำเลยขับรถพาผู้ตายออกจากร้านอาหารน้องไอซ์ผ่านบ้านพักผู้ตายแล้วขับรถวกวนจนกระทั่งพาผู้ตายไปโรงแรมไผ่เขียวซึ่งอยู่คนละเส้นทาง ทั้งที่จำเลยยอมรับว่า จำเลยเคยรับราชการตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรตำบลพระขาว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเคยไปที่อำเภอเสนาบ่อยครั้ง ข้อนำสืบจำเลยจึงไม่มีน้ำหนัก พยานหลักฐานโจทก์เมื่อฟังประกอบเข้าด้วยกันแล้วมีเหตุผลและน้ำหนักต่อเนื่องเชื่อมโยง เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยไม่มีเจตนาพาผู้ตายไปส่งบ้านพัก หากจำเลยนำผู้ตายไปส่งบ้านพักตามความต้องการของผู้ตายแล้ว เหตุคดีนี้คงไม่เกิดขึ้น การที่ผู้ตายตกลงจากรถจนถึงแก่ความตายเป็นเพราะผู้ตายไม่ต้องการไปกับจำเลยตามเจตนาของจำเลย สาเหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการที่ผู้ตายถูกจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยซึ่งมีเพียงประการเดียวว่า มีเหตุสมควรจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เมื่อได้วินิจฉัยในปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมแล้วว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาก็ต้องกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิด แต่อย่างไรก็ตาม เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรงไม่มีเหตุสมควรจะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคสอง จำคุก 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล-วิรุฬห์ แสงเทียน) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายกิติศักดิ์ ญาณเนตร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุรพันธุ์ ละอองมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.9/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1367/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1792/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
511611
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นายกิติศักดิ์ ญาณเนตร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสุรพันธุ์ ละอองมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081990133"
    }
}
date
2554
deka_no
5131/2554
deka_running_no
5131
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 290",
            "ม. 310 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 227 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายอธิราช สีมารักษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ดาบตำรวจน้อย พรหมรักษา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 310

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายอธิราช สามีของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ให้จำคุก 2 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วม จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้ตาย จะสันนิษฐานจากบาดแผลที่ผู้ตายได้รับว่าเป็นเพราะผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายตามที่โจทก์ร่วมฎีกาหาได้ไม่ เพราะอาจจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ได้ พยานหลักฐานเช่นนี้ถือเป็นพยานหลักฐานที่มีข้อน่าสงสัยตามสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาของโจทก์ร่วมที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นผลโดยตรงจากที่ผู้ตายถูกจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายหรือไม่ จากพฤติการณ์แห่งคดีตามข้อเท็จจริงที่ฟังได้เป็นยุติ แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า ผู้ตายซึ่งมีสามีแล้วไม่ได้ยินยอมไปโรงแรมไผ่เขียวกับจำเลยตั้งแต่ต้น จำเลยเองก็นำสืบยอมรับว่า ผู้ตายขอให้จำเลยไปส่งบ้าน แต่จำเลยขับรถหลงทาง ระหว่างนั้นผู้ตายชะโงกหน้าต่างรถออกไปอาเจียนทำให้ตกจากรถ จำเลยอุ้มผู้ตายกลับขึ้นรถ ผู้ตายบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แต่อ้างเหตุที่พาผู้ตายไปโรงแรมไผ่เขียวไม่พาผู้ตายไปส่งบ้านหรือโรงพยาบาลว่าเพื่อพักผ่อน เมื่อพิจารณาหน้าต่างรถจำเลยที่เกิดเหตุตามภาพถ่ายแล้ว ปรากฏว่า หน้าต่างรถมีความกว้าง 36.5 เซนติเมตร ความยาว 47 เซนติเมตร หน้าต่างรถที่มีพื้นที่ขนาดนี้ หากผู้ตายประสงค์จะโผล่หน้าออกมาอาเจียน ย่อมไม่มีทางที่ผู้ตายจะตกลงมาจากรถได้ นอกจากนี้บาดแผลที่ผู้ตายได้รับเป็นบาดแผลฉกรรจ์ แม้บางส่วนจะเป็นบาดแผลภายในแต่บาดแผลที่ปรากฏให้เห็นภายนอกร่างกายของผู้ตายซึ่งมีโลหิตไหลจากศีรษะและรูหูทั้งสองข้าง บุคคลทั่วไปย่อมรู้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง และเมื่อจำเลยพาผู้ตายถึงโรงแรม นางบัวสอน แม่บ้านโรงแรมไผ่เขียวซึ่งมีหน้าที่เปิดห้องพัก ได้มาเบิกความเป็นพยานว่า ได้ยินเสียงผู้ตายร้องลักษณะมีอาการเจ็บปวดอยู่ในรถ เมื่อได้รับเงินค่าเปิดห้องจากจำเลยแล้วนำไปที่ห้องทำงานเพื่อนำเงินทอนกลับมาให้จำเลย ก็ยังคงได้ยินเสียงร้องอยู่ในรถ นายธีรวัฒน์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูเบิกความว่า ได้ช่วยจำเลยอุ้มผู้ตายเข้าไปในห้อง ผู้ตายมีโลหิตออกที่ศีรษะขณะนั้นผู้ตายไม่รู้สึกตัวแล้ว เมื่อถามจำเลยว่าจะส่งโรงพยาบาลหรือไม่ จำเลยปฏิเสธ ลักษณะอาการของผู้ตายเช่นนี้ วิญญูชนโดยทั่วไปย่อมทราบดีว่าผู้ตายอาการหนักต้องรีบนำผู้ตายไปโรงพยาบาลแทนที่จะพาผู้ตายเข้าโรงแรม ทั้งได้ความจากพันตำรวจโทศิริชัย พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เส้นทางจากร้านอาหารน้องไอซ์ไปโรงแรมไผ่เขียวต้องผ่านบ้านผู้ตาย และยังปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุอีกว่า บ้านพักผู้ตายอยู่ทางทิศตะวันตกของร้านอาหารน้องไอซ์ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกันแม้ตามแผนที่ไม่ได้ระบุระยะทางว่าห่างเท่าใด แต่ตามแผนที่แสดงว่าจำเลยขับรถพาผู้ตายออกจากร้านอาหารน้องไอซ์ผ่านบ้านพักผู้ตายแล้วขับรถวกวนจนกระทั่งพาผู้ตายไปโรงแรมไผ่เขียวซึ่งอยู่คนละเส้นทาง ทั้งที่จำเลยยอมรับว่า จำเลยเคยรับราชการตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรตำบลพระขาว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเคยไปที่อำเภอเสนาบ่อยครั้ง ข้อนำสืบจำเลยจึงไม่มีน้ำหนัก พยานหลักฐานโจทก์เมื่อฟังประกอบเข้าด้วยกันแล้วมีเหตุผลและน้ำหนักต่อเนื่องเชื่อมโยง เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยไม่มีเจตนาพาผู้ตายไปส่งบ้านพัก หากจำเลยนำผู้ตายไปส่งบ้านพักตามความต้องการของผู้ตายแล้ว เหตุคดีนี้คงไม่เกิดขึ้น การที่ผู้ตายตกลงจากรถจนถึงแก่ความตายเป็นเพราะผู้ตายไม่ต้องการไปกับจำเลยตามเจตนาของจำเลย สาเหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการที่ผู้ตายถูกจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยซึ่งมีเพียงประการเดียวว่า มีเหตุสมควรจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เมื่อได้วินิจฉัยในปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมแล้วว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาก็ต้องกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิด แต่อย่างไรก็ตาม เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรงไม่มีเหตุสมควรจะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคสอง จำคุก 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1367/2547
primary_red_case_no
อ1792/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000447.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.9/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554