คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2554 ฉบับเต็ม

#511636
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2554 พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดระยอง โจทก์ นางจุฑามาส พืชพันธุ์ โจทก์ร่วม นายสมพรหรือสมหวัง รัตนเพ็ชร จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 15 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 15 มุ่งประสงค์ที่จะให้คดีเยาวชนและครอบครัวได้รับการพิจารณาโดยต่อเนื่อง จึงมิให้การพิจารณาพิพากษาคดีโดยศาลที่ไม่มีอำนาจต้องเสียไป โดยให้ศาลนั้นๆ โอนคดีไปยังศาลที่มีอำนาจเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ซึ่งศาลที่รับโอนคดีจะเป็นศาลใดนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาคดีนั้นว่าอยู่ในศาลชั้นใดหากอยู่ในศาลชั้นต้นก็ต้องโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัว หากอยู่ในชั้นอุทธรณ์ก็ต้องโอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยอายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์ ขณะกระทำความผิดนั้นไม่ได้ปรากฏต่อศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาไปนั้นย่อมเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติมาตราดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงเรื่องอายุของจำเลยเพิ่งปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องโอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองจึงไม่ถูกต้อง ___________________________ โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณานางจุฑามาส ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานพาเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองเพื่อพิจารณาและพิพากษาต่อไป โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นโอนคดีนี้ไปพิจารณาพิพากษายังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 15 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่บังคับใช้ในขณะที่โจทก์ฟ้องและขณะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าข้อเท็จจริงในเรื่องอายุหรือการบรรลุนิติภาวะด้วยการสมรสของบุคคลที่เกี่ยวข้องจะผิดไปหรือศาลอื่นใดได้รับพิจารณาพิพากษาคดีโดยไม่ต้องด้วยมาตรา 13 ซึ่งถ้าปรากฏเสียแต่ต้นจะเป็นเหตุให้ศาลนั้น ๆ ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาก็ตาม ข้อบกพร่องดังกล่าวไม่ทำให้การพิจารณาพิพากษาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาและศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวเสียไป" และวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าข้อเท็จจริงตามวรรคหนึ่งปรากฏขึ้นในระหว่างการพิจารณา ไม่ว่าในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ให้ศาลนั้น ๆ โอนคดีไปยังศาลที่มีอำนาจเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป" ตามบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะให้คดีเยาวชนและครอบครัวได้รับการพิจารณาโดยต่อเนื่อง จึงมิให้การพิจารณาพิพากษาคดีโดยศาลที่ไม่มีอำนาจต้องเสียไป โดยให้ศาลนั้น ๆ โอนคดีไปยังศาลที่มีอำนาจเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ซึ่งศาลที่รับโอนคดีจะเป็นศาลใดนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาคดีนั้นว่าอยู่ในศาลชั้นใด หากอยู่ในศาลชั้นต้นก็ต้องโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัว หากอยู่ในชั้นอุทธรณ์ก็ต้องโอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ ขณะกระทำความผิดนั้นไม่ได้ปรากฏต่อศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาไปนั้นย่อมเป็นการชอบด้วยมาตรา 15 ดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงเรื่องอายุของจำเลยเพิ่งปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องโอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองจึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีโดยมิได้นำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมาใช้ประกอบการพิจารณาไม่ถูกต้อง และจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 2 ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้โอนคดีไปให้ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองพิจารณาพิพากษาต่อไปนั้น ในข้อนี้จำเลยไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าไม่ถูกต้องประการใด ฎีกาของจำเลยจึงไม่ชัดแจ้งเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยในประการอื่นไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยต้องเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 โอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป (พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา-สิริรัตน์ จันทรา-ธราธร ศิลปโอสถ) ศาลจังหวัดระยอง - นายวินัย พวงดอกไม้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก เยาวชนและครอบครัว หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยช.(อ)106/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ17/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
511636
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดระยอง",
        "judge": "นายวินัย พวงดอกไม้"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081990121"
    }
}
date
2554
deka_no
5307/2554
deka_running_no
5307
deka_year
2554
department
เยาวชนและครอบครัว
judges
[
    "พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา",
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "ธราธร ศิลปโอสถ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัว"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "จังหวัดระยอง"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางจุฑามาส พืชพันธุ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมพรหรือสมหวัง รัตนเพ็ชร"
    }
]
long_text
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานางจุฑามาส ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานพาเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองเพื่อพิจารณาและพิพากษาต่อไป

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นโอนคดีนี้ไปพิจารณาพิพากษายังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 15 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่บังคับใช้ในขณะที่โจทก์ฟ้องและขณะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าข้อเท็จจริงในเรื่องอายุหรือการบรรลุนิติภาวะด้วยการสมรสของบุคคลที่เกี่ยวข้องจะผิดไปหรือศาลอื่นใดได้รับพิจารณาพิพากษาคดีโดยไม่ต้องด้วยมาตรา 13 ซึ่งถ้าปรากฏเสียแต่ต้นจะเป็นเหตุให้ศาลนั้น ๆ ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาก็ตาม ข้อบกพร่องดังกล่าวไม่ทำให้การพิจารณาพิพากษาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาและศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวเสียไป" และวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าข้อเท็จจริงตามวรรคหนึ่งปรากฏขึ้นในระหว่างการพิจารณา ไม่ว่าในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ให้ศาลนั้น ๆ โอนคดีไปยังศาลที่มีอำนาจเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป" ตามบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะให้คดีเยาวชนและครอบครัวได้รับการพิจารณาโดยต่อเนื่อง จึงมิให้การพิจารณาพิพากษาคดีโดยศาลที่ไม่มีอำนาจต้องเสียไป โดยให้ศาลนั้น ๆ โอนคดีไปยังศาลที่มีอำนาจเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ซึ่งศาลที่รับโอนคดีจะเป็นศาลใดนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาคดีนั้นว่าอยู่ในศาลชั้นใด หากอยู่ในศาลชั้นต้นก็ต้องโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัว หากอยู่ในชั้นอุทธรณ์ก็ต้องโอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ ขณะกระทำความผิดนั้นไม่ได้ปรากฏต่อศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาไปนั้นย่อมเป็นการชอบด้วยมาตรา 15 ดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงเรื่องอายุของจำเลยเพิ่งปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องโอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองจึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีโดยมิได้นำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมาใช้ประกอบการพิจารณาไม่ถูกต้อง และจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 2 ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้โอนคดีไปให้ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองพิจารณาพิพากษาต่อไปนั้น ในข้อนี้จำเลยไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าไม่ถูกต้องประการใด ฎีกาของจำเลยจึงไม่ชัดแจ้งเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยในประการอื่นไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยต้องเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 โอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
อ17/2552
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000447.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยช.(อ)106/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554