คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6770/2554 ฉบับเต็ม

#511651
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6770/2554 พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม โจทก์ นางสุดารัตน์ ประเสริฐบุญใหญ่ โจทก์ร่วม นางมะลิวรรณ ไชยรัตน์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 23, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 358 การขอขยายหรือย่นระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย เมื่อคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและโจทก์ร่วมประสงค์จะให้อัยการสูงสุดรับรองให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ โจทก์ร่วมชอบที่จะดำเนินการภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ทันที แต่โจทก์ร่วมก็ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด เมื่อใกล้วันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์โจทก์ร่วมกลับยื่นคำร้องให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ภายหลังเมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อ้างว่า เพื่อจะดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นความบกพร่องของโจทก์ร่วมเอง ถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ร่วมและให้โอกาสโจทก์ร่วมได้ใช้สิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้อย่างเต็มที่นั้น เมื่อตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมอ้างเหตุเพื่อขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง มิได้ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ร่วมจึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2551 วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 และวันที่ 25 ธันวาคม 2551 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 29 มกราคม 2552 ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2552 โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์พร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง วันที่ 29 มกราคม 2552 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งต่อไป ในวันเดียวกันโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 1 เดือน อ้างว่าเพื่อดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า เนื่องจากโจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์เข้ามาแล้วเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 จึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้อีก ให้ยกคำร้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้องนี้ ให้ยกคำร้อง โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์ร่วมฟังเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2551 และคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ หากโจทก์ร่วมประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์ตามเงื่อนไขในมาตรา 193 ตรี โดยให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมก็ชอบที่จะดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวให้ถูกต้องภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลาอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมไม่ดำเนินการดังกล่าว และเมื่อใกล้วันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์โจทก์ร่วมก็ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมจึงขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อ้างว่าเพื่อดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อันเป็นความบกพร่องของโจทก์ร่วมเอง กรณีของโจทก์ร่วมยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ร่วมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและให้โอกาสแก่โจทก์ร่วมได้ใช้สิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้อย่างเต็มที่นั้น เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมดังกล่าวเป็นฎีกาที่ขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย แต่ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมอ้างเหตุเพื่อขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง มิได้ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปขยายระยะเวลาอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน (โสฬส สุวรรณเนตร์-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-ชีพ จุลมนต์) ศาลจังหวัดนครพนม - นายรุ่งสง่า นวลนุกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - อ่านไม่ออก แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.8493/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ294/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2043/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
511651
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครพนม",
        "judge": "นายรุ่งสง่า นวลนุกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "อ่านไม่ออก"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081989682"
    }
}
date
2554
deka_no
6770/2554
deka_running_no
6770
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "โสฬส สุวรรณเนตร์",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "ชีพ จุลมนต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23",
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 358"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสุดารัตน์ ประเสริฐบุญใหญ่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางมะลิวรรณ ไชยรัตน์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2551

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 และวันที่ 25 ธันวาคม 2551 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 29 มกราคม 2552 ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2552 โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์พร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง วันที่ 29 มกราคม 2552 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งต่อไป ในวันเดียวกันโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 1 เดือน อ้างว่าเพื่อดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า เนื่องจากโจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์เข้ามาแล้วเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 จึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้อีก ให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้องนี้ ให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์ร่วมฟังเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2551 และคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ หากโจทก์ร่วมประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์ตามเงื่อนไขในมาตรา 193 ตรี โดยให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมก็ชอบที่จะดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวให้ถูกต้องภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลาอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมไม่ดำเนินการดังกล่าว และเมื่อใกล้วันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์โจทก์ร่วมก็ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมจึงขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อ้างว่าเพื่อดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อันเป็นความบกพร่องของโจทก์ร่วมเอง กรณีของโจทก์ร่วมยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ร่วมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและให้โอกาสแก่โจทก์ร่วมได้ใช้สิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้อย่างเต็มที่นั้น เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมดังกล่าวเป็นฎีกาที่ขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย แต่ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมอ้างเหตุเพื่อขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง มิได้ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปขยายระยะเวลาอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ294/2550
primary_red_case_no
อ2043/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000443.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.8493/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554