คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 219/2554 ฉบับเต็ม

#512186
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 219/2554 พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ นายวิชัย ภูกองชนะ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), มาตรา 285 การข่มขืนกระทำชำเราลูกเลี้ยงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำชำเราแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครองตาม ป.อ. มาตรา 285 ผู้อยู่ในความปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องหมายถึงผู้อยู่ในความปกครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายเป็นเพียงลูกเลี้ยงของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้อยู่ในความปกครองของจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายไม่ใช่ผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครองตาม ป.อ. มาตรา 285 คงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 276, 295, 285 ริบไม้กวาดของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 285, 295, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตนและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครอง จำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่น จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท รวมจำคุกคนละ 5 ปี 10 เดือน และปรับคนละ 14,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 11 เดือน และปรับคนละ 7,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตนและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นบุตรสาวหรือผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 2 และเป็นบุตรเลี้ยงของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นถึงการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของมารดาและผู้ปกครองที่ดี เป็นการกระทำที่สร้างความเสียหายและทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียหายอย่างมาก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการผิดวิสัยของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตนและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 285, 83 นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะการข่มขืนกระทำชำเราลูกเลี้ยงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำชำเราแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ผู้อยู่ในความปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องหมายถึงผู้อยู่ในความปกครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายเป็นเพียงลูกเลี้ยงของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้อยู่ในความปกครองของจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายไม่ใช่ผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎอาญา มาตรา 281 และปรากฏว่าผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไปและขอถอนคำร้องทุกข์ตามคำร้องลงวันที่ 27 มกราคม 2551 (ที่ถูก 2552) และ 23 กุมภาพันธ์ 2552 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ย่อมระงับไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (เฉลียว พลวิเศษ-ตรีวุฒิ สาขากร-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ - นางกานดา ทองโสภิต ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางณณัฏฐ์ ธีราทรง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2161/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3040/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1041/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
512186
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์",
        "judge": "นางกานดา ทองโสภิต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นางณณัฏฐ์ ธีราทรง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991918"
    }
}
date
2554
deka_no
219/2554
deka_running_no
219
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "เฉลียว พลวิเศษ",
    "ตรีวุฒิ สาขากร",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 276 วรรคแรก (เดิม)",
            "ม. 285"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิชัย ภูกองชนะ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 276, 295, 285 ริบไม้กวาดของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 285, 295, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตนและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครอง จำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่น จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท รวมจำคุกคนละ 5 ปี 10 เดือน และปรับคนละ 14,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 11 เดือน และปรับคนละ 7,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตนและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นบุตรสาวหรือผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 2 และเป็นบุตรเลี้ยงของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นถึงการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของมารดาและผู้ปกครองที่ดี เป็นการกระทำที่สร้างความเสียหายและทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียหายอย่างมาก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการผิดวิสัยของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตนและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 285, 83 นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะการข่มขืนกระทำชำเราลูกเลี้ยงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำชำเราแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ผู้อยู่ในความปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องหมายถึงผู้อยู่ในความปกครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายเป็นเพียงลูกเลี้ยงของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้อยู่ในความปกครองของจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายไม่ใช่ผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎอาญา มาตรา 281 และปรากฏว่าผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไปและขอถอนคำร้องทุกข์ตามคำร้องลงวันที่ 27 มกราคม 2551 (ที่ถูก 2552) และ 23 กุมภาพันธ์ 2552 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ย่อมระงับไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3040/2551
primary_red_case_no
อ1041/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000463.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2161/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554