คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1108/2554 ฉบับเต็ม

#512279
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1108/2554 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดนิวิฐออยล์ โดยนายสูงฟ้า ลิวนานนท์ชัย ผู้ชำระบัญชี กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การสั้น ๆ ว่า จำเลยขอปฏิเสธว่า ฟ้องโจทก์ข้อ 5 ไม่เป็นความจริง กล่าวคือ ธนาคาร ก. ไม่ได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ให้แก่ผู้ทรง จำเลยจึงไม่ได้เป็นหนี้ธนาคาร ก. และไม่เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องนั้น เป็นการให้การแต่เพียงว่า ธนาคาร ก. ยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ จำเลยทั้งสามจึงไม่ได้เป็นหนี้ธนาคาร ก. จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้เลยว่า จำเลยทั้งสองได้นำเงินที่จะต้องชำระให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ไปเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 2 เพื่อให้ธนาคารหักทอนบัญชีชำระหนี้สินที่มีต่อกัน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งมานำสืบต่อสู้ในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นและนอกเหนือจากคำให้การ ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 713,677.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของเงินต้น 340,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนวน 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนอื่นให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 713,677.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 340,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ หากได้เงินชำระหนี้ไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 ออกตั๋วแลกเงินจำนวน 4 ฉบับ และนำมาให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี รับรองการจ่ายเงิน จำนวน 90,000 บาท 80,000 บาท 80,000 บาท และ 90,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 340,000 บาท ให้แก่บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือตามคำสั่งธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตกลงรับรองการจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าก่อนถึงกำหนดเวลาชำระเงินตามตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับ จำเลยที่ 1 จะนำเงินมามอบให้แก่ธนาคารเพื่อชำระเงินตามตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับ หากจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินมาชำระ เป็นเหตุให้ธนาคารในฐานะผู้รับรองการจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินต้องชำระเงินให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินแล้ว จำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้เงินตามจำนวนที่ธนาคารได้ชำระไปพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำนวน 350,000 บาท และจำเลยที่ 3 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12289 ตำบลปทุม อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันลำดับ 2 เพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 350,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี มีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองไม่พอชำระหนี้ ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดจนครบ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงิน จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิด แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ครบถ้วนแล้ว ต่อมาธนาคารได้นำเงินของจำเลยที่ 2 ไปชำระหนี้ให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินแล้วครบถ้วน การนำสืบต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการนำสืบนอกประเด็นและนอกคำให้การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้แล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การสั้น ๆ ว่า จำเลยขอปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ข้อ 5 ไม่เป็นความจริง กล่าวคือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ให้แก่ผู้ทรงแต่อย่างใด จำเลยทั้งหมดจึงไม่ได้เป็นหนี้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และไม่เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องนั้น เป็นการให้การแต่เพียงว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ จำเลยทั้งสามจึงไม่ได้เป็นหนี้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ไว้เลยว่า จำเลยทั้งสองได้นำเงินที่จะต้องชำระให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ไปเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 2 เพื่อให้ธนาคารหักทอนบัญชีชำระหนี้สินที่มีต่อกัน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งมานำสืบต่อสู้ในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นและนอกเหนือจากคำให้การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สู่บุญ วุฒิวงศ์-สมชาย สินเกษม-ปริญญา ดีผดุง) ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายวัชระ จิรัฐิติเจริญ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.356/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1217/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1993/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
512279
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุบลราชธานี",
        "judge": "นายวัชระ จิรัฐิติเจริญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991487"
    }
}
date
2554
deka_no
1108/2554
deka_running_no
1108
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "สู่บุญ วุฒิวงศ์",
    "สมชาย สินเกษม",
    "ปริญญา ดีผดุง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 87 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดนิวิฐออยล์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "โดยนายสูงฟ้า ลิวนานนท์ชัย ผู้ชำระบัญชี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 713,677.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของเงินต้น 340,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนวน 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 713,677.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 340,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ หากได้เงินชำระหนี้ไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 ออกตั๋วแลกเงินจำนวน 4 ฉบับ และนำมาให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี รับรองการจ่ายเงิน จำนวน 90,000 บาท 80,000 บาท 80,000 บาท และ 90,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 340,000 บาท ให้แก่บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือตามคำสั่งธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตกลงรับรองการจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าก่อนถึงกำหนดเวลาชำระเงินตามตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับ จำเลยที่ 1 จะนำเงินมามอบให้แก่ธนาคารเพื่อชำระเงินตามตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับ หากจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินมาชำระ เป็นเหตุให้ธนาคารในฐานะผู้รับรองการจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินต้องชำระเงินให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินแล้ว จำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้เงินตามจำนวนที่ธนาคารได้ชำระไปพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำนวน 350,000 บาท และจำเลยที่ 3 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12289 ตำบลปทุม อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันลำดับ 2 เพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 350,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี มีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองไม่พอชำระหนี้ ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดจนครบ

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงิน จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิด แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ครบถ้วนแล้ว ต่อมาธนาคารได้นำเงินของจำเลยที่ 2 ไปชำระหนี้ให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินแล้วครบถ้วน การนำสืบต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการนำสืบนอกประเด็นและนอกคำให้การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้แล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การสั้น ๆ ว่า จำเลยขอปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ข้อ 5 ไม่เป็นความจริง กล่าวคือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ให้แก่ผู้ทรงแต่อย่างใด จำเลยทั้งหมดจึงไม่ได้เป็นหนี้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และไม่เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องนั้น เป็นการให้การแต่เพียงว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ จำเลยทั้งสามจึงไม่ได้เป็นหนี้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ไว้เลยว่า จำเลยทั้งสองได้นำเงินที่จะต้องชำระให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ไปเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 2 เพื่อให้ธนาคารหักทอนบัญชีชำระหนี้สินที่มีต่อกัน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งมานำสืบต่อสู้ในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นและนอกเหนือจากคำให้การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1217/2545
primary_red_case_no
พ1993/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000459.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.356/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554