คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5752/2553 ฉบับเต็ม

#512792
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5752/2553 นายสิรภพ ศรีกาญจนา โจทก์ นางรัชฎาวรรณ สกุลซ้ง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/8 ป.วิ.พ. มาตรา 296 จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดีในคดีนี้อ้างว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอม การที่จำเลยยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในอีกคดีหนึ่งที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอายัดทรัพย์สินของจำเลยว่า ทรัพย์สินของจำเลยถูกเจ้าหนี้หลายรายรวมทั้งโจทก์อายัดไว้แล้ว การอายัดทรัพย์สินในคดีดังกล่าวจึงเป็นการอายัดซ้ำ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ถอนการอายัดแล้วเป็นการดำเนินการในคดีอื่นมิใช่ในคดีนี้ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หรือเป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้น จำเลยจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีในคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม วันครบกำหนดชำระหนี้ตรงกับวันเสาร์ การที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีของโจทก์ในธนาคารทันทีในวันแรกที่เปิดทำการจึงไม่ถือว่าจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ล่วงพ้นกำหนดและตกเป็นผู้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8 แม้ธนาคารเปิดทำการในวันเสาร์อาทิตย์ก็มี ก็ไม่อาจเป็นข้อยกเว้นของกฎหมายได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยยินยอมจะชำระค่าสินค้า 75,000 บาท และค่าทนายความอีก 2,000 บาท แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 5 งวด เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 และงวดต่อไปทุกภายในวันที่เดียวกับการชำระงวดแรก โดยจะชำระเข้าบัญชีของโจทก์ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีทันทีได้เต็มตามฟ้อง 179,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากราคาที่ค้างชำระคือ 158,036 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่18 มิถุนายน 2551 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2551 โจทก์ยื่นคำขอว่า จำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระงวดวันที่ 30 สิงหาคม 2551 ตามกำหนด ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายบังคับคดี วันที่ 3 ธันวาคม 2551 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีโดยอ้างว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง แต่ในวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงร่วมกันแล้ว เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดไต่สวนและมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดี โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยจำเลยตกลงผ่อนชำระค่าสินค้าด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน 5 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 และงวดต่อไปภายในวันที่ 30 ของทุกเดือน ซึ่งจำเลยได้ผ่อนชำระค่าสินค้างวดแรกตรงตามกำหนดนัดในสัญญางวดต่อมาจำเลยต้องผ่อนชำระภายในวันที่ 30 ของเดือนถัดไป แต่จำเลยผ่อนชำระวันที่ 1 กันยายน 2551 โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่จำเลย ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายบังคับคดีอ้างว่าไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ระหว่างไต่สวนคู่ความแถลงร่วมกันว่าจำเลยชำระเงินให้โจทก์ครบจำนวนตามสัญญาแล้ว โดยงวดแรกจำเลยผ่อนชำระตรงตามกำหนดนัดในสัญญา คือวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 งวดที่สองจำเลยต้องผ่อนชำระภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2551 แต่ปรากฏว่าจำเลยนำเงินผ่อนชำระวันที่ 1 กันยายน 2551 เนื่องจากวันที่ 30 และ 31 สิงหาคม 2551 เป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์ งวดที่สามและที่สี่ชำระเกินกำหนด 1 วัน และงวดที่ห้าชำระตรงตามกำหนด 5 งวด ครบถ้วนตามกำหนดที่ได้ตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความในกรณีจำเลยไม่ผิดนัดแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดีในคดีนี้แล้ว จำเลยยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยว่า ทรัพย์สินของจำเลยถูกเจ้าหนี้หลายรายรวมทั้งโจทก์อายัดไว้แล้ว การอายัดทรัพย์สินของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงเป็นการอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ถอนการอายัดในคดีดังกล่าวแล้ว ถือว่าจำเลยให้สัตยาบันแก่การบังคับคดีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม จำเลยจึงไม่อาจของเพิกถอนหมายบังคับคดีได้ เห็นว่า การที่จำเลยยื่นคำแถลงในอีกคดีหนึ่งว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ เป็นการดำเนินการในคดีอื่นอีกคดีหนึ่งภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องในคดีนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของตนเองในฐานะที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวมิใช่การดำเนินการในคดีนี้ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หรือเป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเห็นว่าศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีไม่ถูกต้อง จำเลยจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเหตุให้ต้องออกหมายบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอลงวันที่ 5 กันยายน 2551 ของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า จำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระหนี้งวดวันที่ 30 สิงหาคม 2551 นั้น ปรากฏตามคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์จำเลยว่าในวันครบกำหนดคือวันที่ 30 สิงหาคม 2551 เป็นวันเสาร์ซึ่งหยุดราชการ แต่จำเลยก็นำเงินเข้าบัญชีโจทก์ในวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรกทันที ซึ่งการนับระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 บัญญัติว่า ถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการหรือตามประเพณี ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา ดังนั้น การที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีของโจทก์ทันทีในวันแรกที่เปิดทำการจึงไม่ถือว่าจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ล่วงพ้นกำหนดและตกเป็นผู้ผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าธนาคารเปิดทำการในวันเสาร์อาทิตย์ก็มีนั้นไม่อาจเป็นข้อยกเว้นของกฎหมาย และแม้จะมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่า ในงวดที่สามและที่สี่จำเลยยังคงนำเงินเข้าบัญชีโจทก์เกินกำหนดนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในภายหลัง ไม่ทำให้การออกหมายบังคับคดีที่ไม่ชอบกลับกลายเป็นหมายบังคับคดีที่ถูกต้องตามกฎหมายไปได้ คดีฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีจึงชอบแล้ว" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (ประทีป เฉลิมภัทรกุล-มนูพงศ์ รุจิกัณหะ-สมควร วิเชียรวรรณ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
512792
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081995805"
    }
}
date
2553
deka_no
5752/2553
deka_running_no
5752
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ",
    "สมควร วิเชียรวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/8"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสิรภพ ศรีกาญจนา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางรัชฎาวรรณ สกุลซ้ง"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยยินยอมจะชำระค่าสินค้า 75,000 บาท และค่าทนายความอีก 2,000 บาท แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 5 งวด เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 และงวดต่อไปทุกภายในวันที่เดียวกับการชำระงวดแรก โดยจะชำระเข้าบัญชีของโจทก์ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีทันทีได้เต็มตามฟ้อง 179,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากราคาที่ค้างชำระคือ 158,036 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่18 มิถุนายน 2551 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2551 โจทก์ยื่นคำขอว่า จำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระงวดวันที่ 30 สิงหาคม 2551 ตามกำหนด ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายบังคับคดี

วันที่ 3 ธันวาคม 2551 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีโดยอ้างว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง แต่ในวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงร่วมกันแล้ว เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดไต่สวนและมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยจำเลยตกลงผ่อนชำระค่าสินค้าด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน 5 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 และงวดต่อไปภายในวันที่ 30 ของทุกเดือน ซึ่งจำเลยได้ผ่อนชำระค่าสินค้างวดแรกตรงตามกำหนดนัดในสัญญางวดต่อมาจำเลยต้องผ่อนชำระภายในวันที่ 30 ของเดือนถัดไป แต่จำเลยผ่อนชำระวันที่ 1 กันยายน 2551 โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่จำเลย ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายบังคับคดีอ้างว่าไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ระหว่างไต่สวนคู่ความแถลงร่วมกันว่าจำเลยชำระเงินให้โจทก์ครบจำนวนตามสัญญาแล้ว โดยงวดแรกจำเลยผ่อนชำระตรงตามกำหนดนัดในสัญญา คือวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 งวดที่สองจำเลยต้องผ่อนชำระภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2551 แต่ปรากฏว่าจำเลยนำเงินผ่อนชำระวันที่ 1 กันยายน 2551 เนื่องจากวันที่ 30 และ 31 สิงหาคม 2551 เป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์ งวดที่สามและที่สี่ชำระเกินกำหนด 1 วัน และงวดที่ห้าชำระตรงตามกำหนด 5 งวด ครบถ้วนตามกำหนดที่ได้ตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความในกรณีจำเลยไม่ผิดนัดแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดีในคดีนี้แล้ว จำเลยยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยว่า ทรัพย์สินของจำเลยถูกเจ้าหนี้หลายรายรวมทั้งโจทก์อายัดไว้แล้ว การอายัดทรัพย์สินของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงเป็นการอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ถอนการอายัดในคดีดังกล่าวแล้ว ถือว่าจำเลยให้สัตยาบันแก่การบังคับคดีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม จำเลยจึงไม่อาจของเพิกถอนหมายบังคับคดีได้ เห็นว่า การที่จำเลยยื่นคำแถลงในอีกคดีหนึ่งว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ เป็นการดำเนินการในคดีอื่นอีกคดีหนึ่งภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องในคดีนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของตนเองในฐานะที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวมิใช่การดำเนินการในคดีนี้ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หรือเป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเห็นว่าศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีไม่ถูกต้อง จำเลยจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเหตุให้ต้องออกหมายบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอลงวันที่ 5 กันยายน 2551 ของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า จำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระหนี้งวดวันที่ 30 สิงหาคม 2551 นั้น ปรากฏตามคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์จำเลยว่าในวันครบกำหนดคือวันที่ 30 สิงหาคม 2551 เป็นวันเสาร์ซึ่งหยุดราชการ แต่จำเลยก็นำเงินเข้าบัญชีโจทก์ในวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรกทันที ซึ่งการนับระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 บัญญัติว่า ถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการหรือตามประเพณี ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา ดังนั้น การที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีของโจทก์ทันทีในวันแรกที่เปิดทำการจึงไม่ถือว่าจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ล่วงพ้นกำหนดและตกเป็นผู้ผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าธนาคารเปิดทำการในวันเสาร์อาทิตย์ก็มีนั้นไม่อาจเป็นข้อยกเว้นของกฎหมาย และแม้จะมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่า ในงวดที่สามและที่สี่จำเลยยังคงนำเงินเข้าบัญชีโจทก์เกินกำหนดนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในภายหลัง ไม่ทำให้การออกหมายบังคับคดีที่ไม่ชอบกลับกลายเป็นหมายบังคับคดีที่ถูกต้องตามกฎหมายไปได้ คดีฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000498.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553