ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4541/2554
พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์
นายเทิดศักดิ์ ถิตย์สรรพ์
จำเลย
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ, 151 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท อันเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วยจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้ศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องข้อหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ก็ยังคงลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2552 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถ ชนิดที่ 2 เลขที่ กส 00125/51 จากนายทะเบียนจังหวัดกาฬสินธุ์ และเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 81-5583 กาฬสินธุ์ ได้เสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ทราบน้ำหนัก ด้วยวิธีจุดไฟลนแล้วสูดดมควัน ในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ (ผู้ขับ) บรรทุกคันดังกล่าว อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3ทวิ), 127 ทวิ, 151 พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยตามกฎหมาย
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ยกฟ้องข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดและ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ, 151 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ก็ยังคงลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
พิพากษายกฎีกาของโจทก์
(โสฬส สุวรรณเนตร์-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-ชีพ จุลมนต์)
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งความผิดที่ขอให้ลงโทษนั้นมีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดรวมอยู่ด้วย คงมีเพียงบทบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์ในคดีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกันไว้ในมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเกิดปัญหาขึ้นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หากกฎหมายบทที่ใช้ลงโทษแก่จำเลยที่มีโทษหนักที่สุด มิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดการฎีกาจะอยู่ในบังคับของมาตรา 19 แพ่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ที่บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับกับยาเสพติดให้เป็นที่สุดหรือไม่ คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ได้ให้คำตอบในกรณีนี้ไว้โดยถือหลักว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ซึ่งมีข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดรวมอยู่ด้วยนั้นย่อมเป็นที่สุด การฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีนี้ ย่อมอยู่ในบังคับของมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่กำหนดให้คู่ความต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟังเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัย และวรรคสามของบทมาตราเดียวกัน กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอ ตลอดจนการพิจารณา และมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาให้เป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งปัจจุบันคือระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอ การพิจารณา และมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2551 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ เดินตามคำพิพากษาฎีกาที่ 9050/2553 (ประชุมใหญ่) อนึ่ง เมื่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีนี้เป็นี่สุดแล้วหากโจทก์หรือจำเลยประสงค์จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต่อไปไม่ว่าจะในข้อหาความผิดอื่นอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โจทก์หรือจำเลยก็ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เช่นกัน สมชัย ฑีฆาอุตมากร