คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2553 ฉบับเต็ม

#513417
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2553 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี โจทก์ นายสุรชัย โพธิ์อยู่ จำเลย ป.อ. มาตรา 269/5, มาตรา 334 ป.วิ.อ. มาตรา 43, มาตรา 158 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ซ. ซึ่งได้ออกให้แก่ ส. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งที่จำเลยลักไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด ถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ไปจากวงเงินเครดิตของผู้เสียหายโดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายและธนาคาร ซ. ดังนั้น คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ซ. ซึ่งธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย ที่จำเลยลักไปจากผู้เสียหาย ไปทำการถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท และยังมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 100,000 บาท ย่อมแปลคำฟ้องของโจทก์ได้ว่า โจทก์มุ่งประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยฐานลักเงินของผู้เสียหายอยู่ด้วย เพียงแต่วิธีการลักเงินดังกล่าวก็โดยการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจขอให้เรียกทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายโจทก์จึงมีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ทรัพย์แทนผู้เสียหายได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าไปในเคหสถานของนายสุวิทย์ ผู้เสียหายที่ 1 และนางสุรีมาศ ผู้เสียหายที่ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ และจำเลยได้เข้าไปในบ้านพักดังกล่าวแล้วลักเอาทรัพย์สิน จำนวน 9 รายการ เป็นเงิน 64,200 บาท ของผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานไปและในการกระทำดังกล่าวจำเลยได้ใช้รถยนต์กระบะ เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้น ต่อมาจำเลยได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซิตี้แบงก์ ซึ่งได้ออกให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เพื่อใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่จำเลยลักไป ถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ไปจากวงเงินเครดิตของผู้เสียหายที่ 2 โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและธนาคารซิตี้แบงก์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8), 336 ทวิ, 269/5, 269/7, 91 และให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ลักไปแก่ผู้เสียหายทั้งสอง หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงิน 64,200 บาท และคืนเงิน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1111/2550 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง, 336 ทวิ, 269/5,269/7 เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ จำคุก 6 ปี ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสด จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน 64,200 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสองและเงินสดอีกจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ส่วนคำขอที่ให้นับโทษต่อนั้นได้ความว่าคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้คืนเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 100,000 บาท ได้หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้โดยให้เหตุผลว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยลักเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายที่ 2 หรือกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โจทก์จึงไม่อาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้กล่าวบรรยายว่าจำเลยได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซิตี้แบงก์ซึ่งได้ออกให้แก่นางสาวสุรีมาศ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งที่จำเลยได้ลักไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด ถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ไปจากวงเงินเครดิตของผู้เสียหายที่ 2 โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและธนาคารซิตี้แบงก์ ดังนั้น คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซิตี้แบงก์ซึ่งธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 ที่จำเลยลักไปจากผู้เสียหายที่ 2 ไปทำการถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ปรากฏรายละเอียดตามสำเนาการถอนเงินเอกสารท้ายฎีกาโจทก์และยังมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 100,000 บาท ด้วย ย่อมแปลคำฟ้องของโจทก์ได้ว่า โจทก์มุ่งประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยฐานลักเงินของผู้เสียหายที่ 2 อยู่ด้วย เพียงแต่วิธีการลักเงินดังกล่าวก็โดยการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัตินั่นเอง จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานลักทรัพย์ด้วยแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจขอให้เรียกทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายที่ 2 โจทก์จึงมีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (สุมิตร สุภาดุลย์-สมศักดิ์ อเนกพุฒิ-ศิริชัย จิระบุญศรี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การที่ลูกค้ามีเงินฝากในธนาคารแล้ว ขอใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารไปถอนเงินสดจากเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ หรือกรณีขอสินเชื่อโดยใช้บัตรอเล็กทรอนิกส์ถอนเงินสดจากเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ มีข้อวินิจฉัยว่าหากบุคคลอื่นเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าไปเบิกถอนเงินจากเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติเอาเงินไป ใครจะเป็นผู้เสียหาย ระหว่างธนาคารกับเจ้าของบัตร ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปถึงเรื่องขอคืนหรือชำระเงินคืนว่า จะให้คืนแก่บุคคลใดหรือหากไม่มีการขอคืนบุคคลใดจะมีอำนาจฟ้องเรียกคืนจากผู้เอาเงินสดไป เพราะจะมีเพียงบุคคลเดียวเท่านั้นที่มีอำนาจฟ้อง ในกรณีที่ทั้งธนาคารและลูกค้ายื่นฟ้อง ศาลจะพิพากษาให้ชำระเงินคืนแก่บุคคลใดในสองคนนี้ จะเห็นได้ว่าเงินสดในเครื่องฝาก ถอนเงินอัตโนมัติเป็นของธนาคารหากมีบุคคลใดลักไป ธนาคารย่อมเป็นผู้เสียหาย จึงแยกพิจารณาดังนี้ 1. กรณีเจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไม่มีส่วนรู้เห็นในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปถอนเงินสดต้องถือว่าเกิดความเสียหายต่อธนาคารผู้เป็นเจ้าของเงิน เจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์หาใช่ผู้เสียหายแต่อย่างใด 2. กรณีเจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์รู้เห็นในการถอนเงินสด เจ้าของบัตรจะเป็นผู้เสียหายจะต้องรับผิดต่อธนาคาร ธนาคารไม่ใช่ผู้เสียหายที่อาจเรียกคืนจากคนลักไป เช่น 2.1 มอบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้ไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 671/2539 การที่จำเลยรับอาสาว่าจะนำบัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหายไปตรวจสอบยอดเงินในบัญชีเงินฝากแต่กลับนำบัตรบริการเงินด่วนดังกล่าวไปเบิกถอนเงินจากตู้เอ.ที.เอ็ม.ของธนาคาร เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าจำเลยหลอกลวงเอาบัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหายเพื่อนำไปใช้เบิกถอนเอาเงินจากตู้เอ.ที.เอ็ม. และการที่จำเลยใช้บัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหายเบิกถอนเงิน ถือได้ว่าเงินที่จำเลยเบิกถอนจากตู้เอ.ที.เอ็ม. เป็นเงินของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์แต่ทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ศาลก็ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม 2.2 ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แล้วลืมไว้เป็นเหตุให้มีผู้ถอนเงินไป ตัวอย่างเช่น กรณีผู้เสียหายนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติแล้วลืมรับบัตรจากเครื่องกลับไป จำเลยสบโอกาสจึงลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวไปใช้ในการลักทรัพย์เบิกถอนโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายโดยทุจริตในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ธนาคาร ก. ผู้อื่นและประชาชน ในกรณีเช่นนี้เจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์โดยการเบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ เนื่องจากเหตุแห่งการลักทรัพย์โดยการเบิกถอนเงินดังกล่าวมิได้เกิดจากความผิดของธนาคาร หากแต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้เสียหายที่ลืมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ทิ้งไว้ที่เครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ เจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ (ตามนัยของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2550) 2.3 ให้คนอื่นรู้รหัสบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หากบุคคลนั้นลักบัตรไปถอนเงินสด ตัวอย่างเช่น กรณีเจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ได้เคยใช้บุคคลใกล้ชิดไปเบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติโดยการบอกรหัสบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่บุคคลดังกล่าว ต่อมาบุคคลนั้นได้ลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของเจ้าของบัตรไปโดยทุจริต กรณีเช่นนี้เจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์โดยการเบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ เนื่องจากเป็นความประมาทเลินเล่อของเจ้าของบัตรที่ให้บุคคลอื่นทราบรหัสบัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ไม่ควรแจ้งให้บุคคลอื่นทราบ ความเสียหายดังกล่าวมิได้เกิดจากความผิดพลาดของธนาคาร ธนาคารจึงมิใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้อง เป็นต้น คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ จำเลยเข้าไปลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้า (ผู้เสียหายที่ 2) แล้วเอาไปเบิกถอนเงินสดไปจากวงเงินเครดิตของลูกค้า กรณีนี้มิได้เกิดจากความผิดของลูกค้า ดังนั้น ลูกค้าจึงมิได้เป็นผู้เสียหาย หากแต่ธนาคารซึ่งเป็นเจ้าของเงินเป็นผู้เสียหายจากการเบิกถอนเงิน จึงต้องคืนให้แก่ธนาคารหาใช่คืนแก่ลูกค้าไม่ ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513417
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081999076"
    }
}
date
2553
deka_no
52/2553
deka_running_no
52
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "สมศักดิ์ อเนกพุฒิ",
    "ศิริชัย จิระบุญศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 269/5",
            "ม. 334"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 43",
            "ม. 158"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุรชัย โพธิ์อยู่"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าไปในเคหสถานของนายสุวิทย์ ผู้เสียหายที่ 1 และนางสุรีมาศ ผู้เสียหายที่ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ และจำเลยได้เข้าไปในบ้านพักดังกล่าวแล้วลักเอาทรัพย์สิน จำนวน 9 รายการ เป็นเงิน 64,200 บาท ของผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานไปและในการกระทำดังกล่าวจำเลยได้ใช้รถยนต์กระบะ เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้น ต่อมาจำเลยได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซิตี้แบงก์ ซึ่งได้ออกให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เพื่อใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่จำเลยลักไป ถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ไปจากวงเงินเครดิตของผู้เสียหายที่ 2 โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและธนาคารซิตี้แบงก์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8), 336 ทวิ, 269/5, 269/7, 91 และให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ลักไปแก่ผู้เสียหายทั้งสอง หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงิน 64,200 บาท และคืนเงิน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1111/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง, 336 ทวิ, 269/5,269/7 เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ จำคุก 6 ปี ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสด จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน 64,200 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสองและเงินสดอีกจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ส่วนคำขอที่ให้นับโทษต่อนั้นได้ความว่าคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้คืนเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 100,000 บาท ได้หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้โดยให้เหตุผลว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยลักเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายที่ 2 หรือกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โจทก์จึงไม่อาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้กล่าวบรรยายว่าจำเลยได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซิตี้แบงก์ซึ่งได้ออกให้แก่นางสาวสุรีมาศ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งที่จำเลยได้ลักไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด ถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ไปจากวงเงินเครดิตของผู้เสียหายที่ 2 โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและธนาคารซิตี้แบงก์ ดังนั้น คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซิตี้แบงก์ซึ่งธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 ที่จำเลยลักไปจากผู้เสียหายที่ 2 ไปทำการถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ปรากฏรายละเอียดตามสำเนาการถอนเงินเอกสารท้ายฎีกาโจทก์และยังมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 100,000 บาท ด้วย ย่อมแปลคำฟ้องของโจทก์ได้ว่า โจทก์มุ่งประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยฐานลักเงินของผู้เสียหายที่ 2 อยู่ด้วย เพียงแต่วิธีการลักเงินดังกล่าวก็โดยการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัตินั่นเอง จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานลักทรัพย์ด้วยแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจขอให้เรียกทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายที่ 2 โจทก์จึงมีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การที่ลูกค้ามีเงินฝากในธนาคารแล้ว ขอใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารไปถอนเงินสดจากเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ หรือกรณีขอสินเชื่อโดยใช้บัตรอเล็กทรอนิกส์ถอนเงินสดจากเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ มีข้อวินิจฉัยว่าหากบุคคลอื่นเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าไปเบิกถอนเงินจากเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติเอาเงินไป ใครจะเป็นผู้เสียหาย ระหว่างธนาคารกับเจ้าของบัตร ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปถึงเรื่องขอคืนหรือชำระเงินคืนว่า จะให้คืนแก่บุคคลใดหรือหากไม่มีการขอคืนบุคคลใดจะมีอำนาจฟ้องเรียกคืนจากผู้เอาเงินสดไป เพราะจะมีเพียงบุคคลเดียวเท่านั้นที่มีอำนาจฟ้อง ในกรณีที่ทั้งธนาคารและลูกค้ายื่นฟ้อง ศาลจะพิพากษาให้ชำระเงินคืนแก่บุคคลใดในสองคนนี้ จะเห็นได้ว่าเงินสดในเครื่องฝาก ถอนเงินอัตโนมัติเป็นของธนาคารหากมีบุคคลใดลักไป ธนาคารย่อมเป็นผู้เสียหาย จึงแยกพิจารณาดังนี้ 1. กรณีเจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไม่มีส่วนรู้เห็นในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปถอนเงินสดต้องถือว่าเกิดความเสียหายต่อธนาคารผู้เป็นเจ้าของเงิน เจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์หาใช่ผู้เสียหายแต่อย่างใด 2. กรณีเจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์รู้เห็นในการถอนเงินสด เจ้าของบัตรจะเป็นผู้เสียหายจะต้องรับผิดต่อธนาคาร ธนาคารไม่ใช่ผู้เสียหายที่อาจเรียกคืนจากคนลักไป เช่น 2.1 มอบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้ไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 671/2539 การที่จำเลยรับอาสาว่าจะนำบัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหายไปตรวจสอบยอดเงินในบัญชีเงินฝากแต่กลับนำบัตรบริการเงินด่วนดังกล่าวไปเบิกถอนเงินจากตู้เอ.ที.เอ็ม.ของธนาคาร เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าจำเลยหลอกลวงเอาบัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหายเพื่อนำไปใช้เบิกถอนเอาเงินจากตู้เอ.ที.เอ็ม. และการที่จำเลยใช้บัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหายเบิกถอนเงิน ถือได้ว่าเงินที่จำเลยเบิกถอนจากตู้เอ.ที.เอ็ม. เป็นเงินของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์แต่ทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ศาลก็ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม 2.2 ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แล้วลืมไว้เป็นเหตุให้มีผู้ถอนเงินไป ตัวอย่างเช่น กรณีผู้เสียหายนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติแล้วลืมรับบัตรจากเครื่องกลับไป จำเลยสบโอกาสจึงลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวไปใช้ในการลักทรัพย์เบิกถอนโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายโดยทุจริตในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ธนาคาร ก. ผู้อื่นและประชาชน ในกรณีเช่นนี้เจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์โดยการเบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ เนื่องจากเหตุแห่งการลักทรัพย์โดยการเบิกถอนเงินดังกล่าวมิได้เกิดจากความผิดของธนาคาร หากแต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้เสียหายที่ลืมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ทิ้งไว้ที่เครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ เจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ (ตามนัยของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2550) 2.3 ให้คนอื่นรู้รหัสบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หากบุคคลนั้นลักบัตรไปถอนเงินสด ตัวอย่างเช่น กรณีเจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ได้เคยใช้บุคคลใกล้ชิดไปเบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติโดยการบอกรหัสบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่บุคคลดังกล่าว ต่อมาบุคคลนั้นได้ลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของเจ้าของบัตรไปโดยทุจริต กรณีเช่นนี้เจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์โดยการเบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ เนื่องจากเป็นความประมาทเลินเล่อของเจ้าของบัตรที่ให้บุคคลอื่นทราบรหัสบัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ไม่ควรแจ้งให้บุคคลอื่นทราบ ความเสียหายดังกล่าวมิได้เกิดจากความผิดพลาดของธนาคาร ธนาคารจึงมิใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้อง เป็นต้น คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ จำเลยเข้าไปลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้า (ผู้เสียหายที่ 2) แล้วเอาไปเบิกถอนเงินสดไปจากวงเงินเครดิตของลูกค้า กรณีนี้มิได้เกิดจากความผิดของลูกค้า ดังนั้น ลูกค้าจึงมิได้เป็นผู้เสียหาย หากแต่ธนาคารซึ่งเป็นเจ้าของเงินเป็นผู้เสียหายจากการเบิกถอนเงิน จึงต้องคืนให้แก่ธนาคารหาใช่คืนแก่ลูกค้าไม่ ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000527.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553