คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1848/2553 ฉบับเต็ม

#513420
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1848/2553 นายสมเกียรติ จิตรวุฒิโชติ ผู้ชำระบัญชี ร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย บริษัทบุญสมและมาโนชทนายความ จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 19 ผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง, มาตรา 26 วรรคสี่ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, มาตรา 91, มาตรา 123 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินค่าทนายความส่วนที่ 2 จากเงินที่ได้จากการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้องแต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับเงินค่าทนายความส่วนที่ 2 โดยผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกานั้น แม้มิใช่เป็นอุทธรณ์คำสั่งซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง แต่ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์ส่งมาให้ศาลฎีกาแล้ว ทั้งศาลฎีกาพิจารณาแล้วเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเห็นสมควรรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวไว้พิจารณาตามมาตรา 26 วรรคสี่ สิทธิในการได้รับชำระหนี้ค่าทนายความเพิ่มเติมในส่วนที่ 2 อัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องแต่ละคดีจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 ดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ก็ต่อเมื่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีต่างๆ แล้วไม่ว่าโดยวิธีใดจากการดำเนินคดีของผู้ร้องตามสัญญาจ้าง ซึ่งตามทางนำสืบของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าหลังจากลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและผู้คัดค้านเข้ามาจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 22 แล้ว ผู้คัดค้านได้มอบหมายให้ผู้ร้องเข้ามาช่วยเหลือผู้คัดค้านในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้แต่ประการใด ทั้งเงินที่ได้จากการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในคดีแพ่งดังกล่าวก็เป็นดำเนินการขายโดยผู้คัดค้านตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ มิใช่กรณีที่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งเพิ่มเติมจากการดำเนินคดีของผู้ร้องตามสัญญาจ้าง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 จากเงินได้จากการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ดังกล่าวแต่อย่างใด ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 และมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 19 ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เฉพาะค่าทนายความในส่วนที่ 1 กับเงินทดรองจ่ายแทนลูกหนี้เป็นเงิน 212,320 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130 (7) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ส่วนที่ขอเกินมาให้ยก ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 4164/2548 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 ในอัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องแต่ละคดี รวมจำนวน 20,314,693.08 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวตามสัดส่วนก็ต่อเมื่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีต่าง ๆ แล้วไม่ว่าโดยวิธีใดจากการดำเนินคดีของผู้ร้องตามสัญญาจ้าง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลล่าง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4164/2548 ซึ่งผู้คัดค้านได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายครั้งที่ 1 โดยกันเงินส่วนแบ่งให้ผู้ร้องไว้แล้วจำนวน 2,545,464.37 บาท ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินจำนวนดังกล่าว แต่ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้องโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้านให้ผู้คัดค้านจ่ายเงินค่าทนายความส่วนที่ 2 จำนวน 1,828,520.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เงินที่ได้จากการที่ผู้คัดค้านขายสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของลูกหนี้ในคดีแพ่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 123 มิใช่เงินที่ลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากการดำเนินคดีของผู้ร้องตามสัญญาจ้าง ทั้งคำขอในส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไปจนว่าจะชำระเสร็จ ก็มิได้กำหนดให้เรียกได้ในคำพิพากษาของศาลฎีกาขอให้ยกคำร้อง ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้สำหรับค่าทนายความในส่วนที่ 2 ตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเป็นจำนวน 1,828,520.10 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินค่าทนายความส่วนที่ 2 จากเงินที่ได้จากการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง แต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับเงินค่าทนายความส่วนที่ 2 โดยผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวต่อศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวนี้ แม้มิใช่เป็นอุทธรณ์คำสั่งซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 24 วรรคสอง แต่เห็นว่าศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์ส่งมาให้ศาลฎีกาแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดเห็นสมควรรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวไว้พิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26 วรรคสี่ ..มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 จากเงินที่ได้จากการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ค้างชำระเป็นค่าทนายความจากการฟ้องและบังคับคดีแพ่งทั้งหมดของผู้ร้องที่ได้ดำเนินการไปแล้วตามสัญญาจ้างในส่วนที่ 1 กับเงินทดรองจ่ายแทนลูกหนี้เป็นเงิน 212,320 บาท ส่วนสิทธิในการได้รับชำระหนี้ค่าทนายความเพิ่มเติมในส่วนที่ 2 อัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องแต่ละคดีรวมจำนวน 20,314,693.08 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาฎีกาที่ 4164/2548 แล้วว่า ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 ดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ก็ต่อเมื่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีต่าง ๆ แล้วไม่ว่าโดยวิธีใดจากการดำเนินคดีของผู้ร้องตามสัญญาจ้าง ซึ่งตามทางนำสืบของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าหลังจากลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและผู้คัดค้านเข้ามาจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 แล้วผู้คัดค้านได้มอบหมายให้ผู้ร้องเข้ามาช่วยเหลือผู้คัดค้านในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้แต่ประการใด ทั้งเงินที่ได้จากการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในคดีแพ่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2546 ก็เป็นการดำเนินการขายโดยผู้คัดค้านตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ มิใช่กรณีที่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งเพิ่มเติมจากการดำเนินคดีของผู้ร้องตามสัญญาจ้าง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 จากเงินได้จากการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ดังกล่าวแต่อย่างใด" พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ (วีระพล ตั้งสุวรรณ-สมศักดิ์ จันทรา-วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 หนี้ค่าทนายความและเงินทดรองจ่ายจำนวน 212,320 บาท กับส่วนที่ 2 หนี้ที่ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความในอัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องแต่ละคดี ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เฉพาะหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 1 จำนวน 212,320 บาท ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา วันที่ 24 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (ผู้คัดค้าน) ได้นำสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในคดีแพ่งที่ผู้ร้องได้ดำเนินการฟ้องคดีไว้ออกขายสิทธิเรียกร้องตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123, 145 ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 4164/2548 พิพากษาให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความในส่วนที่ 2 ในอัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องแต่ละคดีจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวตามสัดส่วนก็ต่อเมื่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีต่างๆ แล้วไม่ว่าโดยวิธีใดจากการดำเนินคดีของผู้ร้องตามสัญญาจ้าง วันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินค่าทนายความส่วนที่ 2 จากเงินที่ได้จากการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยกคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และสั่งให้ผู้ร้องได้รับเงินจำนวนดังกล่าวศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ค่าทนายความในส่วนที่ 2 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว การขอรับเงินค่าทนายความส่วนที่ 2 ของผู้ร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอรับเงินจากการยื่นคำขอรับชำระหนี้ที่ตนได้ยื่นไว้แล้วและศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังกล่าว การยื่นคำร้องขอรับเงินค่าทนายความในส่วนนี้จึงมิใช่การขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 อันเป็นข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 (3) หนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 เป็นสัญญาจ้างที่ผู้ร้องจะได้รับค่าจ้างก็ต่อเมื่อลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีต่างๆ จากการดำเนินคดีของผู้ร้องเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 ผู้ร้องจะได้สินจ้างเมื่อมีผลสำเร็จแห่งงานที่ทำ เมื่อปรากฏว่าหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว ผู้ร้องมิได้เข้ามาดำเนินการเพื่อให้ลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4164/2548 กำหนดไว้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอรับเงินค่าทนายความในส่วนที่ 2 คำพิพากษาศาลฎีกาจึงชอบแล้ว อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513420
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081997980"
    }
}
date
2553
deka_no
1848/2553
deka_running_no
1848
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "วีระพล ตั้งสุวรรณ",
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 24 วรรคสอง",
            "ม. 26 วรรคสี่"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 22",
            "ม. 91",
            "ม. 123"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นายสมเกียรติ จิตรวุฒิโชติ ผู้ชำระบัญชี"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทบุญสมและมาโนชทนายความ จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 19"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 และมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 19 ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เฉพาะค่าทนายความในส่วนที่ 1 กับเงินทดรองจ่ายแทนลูกหนี้เป็นเงิน 212,320 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130 (7) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ส่วนที่ขอเกินมาให้ยก ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 4164/2548 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 ในอัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องแต่ละคดี รวมจำนวน 20,314,693.08 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวตามสัดส่วนก็ต่อเมื่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีต่าง ๆ แล้วไม่ว่าโดยวิธีใดจากการดำเนินคดีของผู้ร้องตามสัญญาจ้าง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลล่าง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4164/2548 ซึ่งผู้คัดค้านได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายครั้งที่ 1 โดยกันเงินส่วนแบ่งให้ผู้ร้องไว้แล้วจำนวน 2,545,464.37 บาท ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินจำนวนดังกล่าว แต่ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้องโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้านให้ผู้คัดค้านจ่ายเงินค่าทนายความส่วนที่ 2 จำนวน 1,828,520.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เงินที่ได้จากการที่ผู้คัดค้านขายสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของลูกหนี้ในคดีแพ่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 123 มิใช่เงินที่ลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากการดำเนินคดีของผู้ร้องตามสัญญาจ้าง ทั้งคำขอในส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไปจนว่าจะชำระเสร็จ ก็มิได้กำหนดให้เรียกได้ในคำพิพากษาของศาลฎีกาขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้สำหรับค่าทนายความในส่วนที่ 2 ตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเป็นจำนวน 1,828,520.10 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินค่าทนายความส่วนที่ 2 จากเงินที่ได้จากการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง แต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับเงินค่าทนายความส่วนที่ 2 โดยผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวต่อศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวนี้ แม้มิใช่เป็นอุทธรณ์คำสั่งซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 24 วรรคสอง แต่เห็นว่าศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์ส่งมาให้ศาลฎีกาแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดเห็นสมควรรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวไว้พิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26 วรรคสี่ ..มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 จากเงินที่ได้จากการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ค้างชำระเป็นค่าทนายความจากการฟ้องและบังคับคดีแพ่งทั้งหมดของผู้ร้องที่ได้ดำเนินการไปแล้วตามสัญญาจ้างในส่วนที่ 1 กับเงินทดรองจ่ายแทนลูกหนี้เป็นเงิน 212,320 บาท ส่วนสิทธิในการได้รับชำระหนี้ค่าทนายความเพิ่มเติมในส่วนที่ 2 อัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องแต่ละคดีรวมจำนวน 20,314,693.08 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาฎีกาที่ 4164/2548 แล้วว่า ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 ดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ก็ต่อเมื่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีต่าง ๆ แล้วไม่ว่าโดยวิธีใดจากการดำเนินคดีของผู้ร้องตามสัญญาจ้าง ซึ่งตามทางนำสืบของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าหลังจากลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและผู้คัดค้านเข้ามาจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 แล้วผู้คัดค้านได้มอบหมายให้ผู้ร้องเข้ามาช่วยเหลือผู้คัดค้านในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้แต่ประการใด ทั้งเงินที่ได้จากการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในคดีแพ่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2546 ก็เป็นการดำเนินการขายโดยผู้คัดค้านตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ มิใช่กรณีที่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งเพิ่มเติมจากการดำเนินคดีของผู้ร้องตามสัญญาจ้าง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 จากเงินได้จากการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ดังกล่าวแต่อย่างใด"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 หนี้ค่าทนายความและเงินทดรองจ่ายจำนวน 212,320 บาท กับส่วนที่ 2 หนี้ที่ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความในอัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องแต่ละคดี ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เฉพาะหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 1 จำนวน 212,320 บาท ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา วันที่ 24 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (ผู้คัดค้าน) ได้นำสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในคดีแพ่งที่ผู้ร้องได้ดำเนินการฟ้องคดีไว้ออกขายสิทธิเรียกร้องตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123, 145 ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 4164/2548 พิพากษาให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความในส่วนที่ 2 ในอัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องแต่ละคดีจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวตามสัดส่วนก็ต่อเมื่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีต่างๆ แล้วไม่ว่าโดยวิธีใดจากการดำเนินคดีของผู้ร้องตามสัญญาจ้าง วันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินค่าทนายความส่วนที่ 2 จากเงินที่ได้จากการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยกคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และสั่งให้ผู้ร้องได้รับเงินจำนวนดังกล่าวศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ค่าทนายความในส่วนที่ 2 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว การขอรับเงินค่าทนายความส่วนที่ 2 ของผู้ร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอรับเงินจากการยื่นคำขอรับชำระหนี้ที่ตนได้ยื่นไว้แล้วและศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังกล่าว การยื่นคำร้องขอรับเงินค่าทนายความในส่วนนี้จึงมิใช่การขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 อันเป็นข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 (3) หนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 เป็นสัญญาจ้างที่ผู้ร้องจะได้รับค่าจ้างก็ต่อเมื่อลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีต่างๆ จากการดำเนินคดีของผู้ร้องเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 ผู้ร้องจะได้สินจ้างเมื่อมีผลสำเร็จแห่งงานที่ทำ เมื่อปรากฏว่าหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว ผู้ร้องมิได้เข้ามาดำเนินการเพื่อให้ลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4164/2548 กำหนดไว้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอรับเงินค่าทนายความในส่วนที่ 2 คำพิพากษาศาลฎีกาจึงชอบแล้ว อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000517.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553