คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9454/2553 ฉบับเต็ม

#513426
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9454/2553 พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์ นายจักรกฤษณ์ ชมชื่น โจทก์ร่วม นายสมศักดิ์ ศรีกิมแก้ว จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 36, มาตรา 39 โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341, 83 ต่อศาลจังหวัดนางรอง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 ส่วนคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ป.อ. มาตรา 83, 91, 341 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544 ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2545 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แต่คดีความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ โจทก์ร่วมได้ถอนฟ้องไปในภายหลังที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้และภายหลังที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด ย่อมไม่มีผลกระทบต่อคดีนี้จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 36 (3) และ 39 (2) ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 28 เมษายน 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2544 เวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกัน จำเลยกับนางพรรณีที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันจัดหางานให้แก่นายจักรกฤษณ์ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนหางานและประสงค์ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น โดยจำเลยกับพวกเรียกและรับเงินค่าบริการเป็นการตอบแทนอันเป็นการจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และจำเลยกับพวกโดยมีเจตนาทุจริต ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยกับพวกสามารถหางานให้แก่ผู้เสียหายทำที่ประเทศญี่ปุ่นได้ แต่ต้องเสียเงินเป็นค่าบริการและค่าใช้จ่าย ซึ่งความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานให้แก่ผู้เสียหายทำที่ต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินจำนวน 482,000 บาท ให้จำเลยกับพวก เหตุเกิดที่ตำบลยายแย้มวัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4278/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา นายจักรกฤษณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2483/2546 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าก่อนคดีนี้โจทก์ร่วมได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนางรองเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 ตามเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย ตามคำร้องขอถอนฟ้องและรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 มิถุนายน 2545 เอกสารท้ายฎีกา ซึ่งทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยระงับลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) เห็นว่า แม้ว่าก่อนคดีนี้โจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ต่อศาลจังหวัดนางรอง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 เอกสารหมาย ล.1 ก็ตาม แต่คดีนี้พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544 ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2545 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 ของศาลจังหวัดนางรองที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและศาลจังหวัดนางรองมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องจำหน่ายคดีจากสารบบความเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2545 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องและสำเนารายงานกระบวนพิจารณาท้ายฎีกา ดังนั้น ในคดีความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยนั้น โจทก์ร่วมได้ถอนฟ้องไปในภายหลังที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้และภายหลังที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้อีกด้วย การถอนฟ้องดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด และย่อมไม่มีผลกระทบต่อคดีนี้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 (3) และ 39 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ธีระพงศ์ จิระภาค-ตรีวุฒิ สาขากร-วัส ติงสมิตร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513426
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081994028"
    }
}
date
2553
deka_no
9454/2553
deka_running_no
9454
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ตรีวุฒิ สาขากร",
    "วัส ติงสมิตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 36",
            "ม. 39"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายจักรกฤษณ์ ชมชื่น"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมศักดิ์ ศรีกิมแก้ว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 28 เมษายน 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2544 เวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกัน จำเลยกับนางพรรณีที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันจัดหางานให้แก่นายจักรกฤษณ์ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนหางานและประสงค์ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น โดยจำเลยกับพวกเรียกและรับเงินค่าบริการเป็นการตอบแทนอันเป็นการจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และจำเลยกับพวกโดยมีเจตนาทุจริต ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยกับพวกสามารถหางานให้แก่ผู้เสียหายทำที่ประเทศญี่ปุ่นได้ แต่ต้องเสียเงินเป็นค่าบริการและค่าใช้จ่าย ซึ่งความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานให้แก่ผู้เสียหายทำที่ต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินจำนวน 482,000 บาท ให้จำเลยกับพวก เหตุเกิดที่ตำบลยายแย้มวัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4278/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายจักรกฤษณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2483/2546 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าก่อนคดีนี้โจทก์ร่วมได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนางรองเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 ตามเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย ตามคำร้องขอถอนฟ้องและรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 มิถุนายน 2545 เอกสารท้ายฎีกา ซึ่งทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยระงับลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) เห็นว่า แม้ว่าก่อนคดีนี้โจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ต่อศาลจังหวัดนางรอง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 เอกสารหมาย ล.1 ก็ตาม แต่คดีนี้พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544 ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2545 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 ของศาลจังหวัดนางรองที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและศาลจังหวัดนางรองมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องจำหน่ายคดีจากสารบบความเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2545 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องและสำเนารายงานกระบวนพิจารณาท้ายฎีกา ดังนั้น ในคดีความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยนั้น โจทก์ร่วมได้ถอนฟ้องไปในภายหลังที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้และภายหลังที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้อีกด้วย การถอนฟ้องดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด และย่อมไม่มีผลกระทบต่อคดีนี้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 (3) และ 39 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000482.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553