คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6788/2554 ฉบับเต็ม

#513502
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6788/2554 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ นายฉันท์ พระแท่น กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 72 เหตุบันดาลโทสะอาจเกิดเพราะคำบอกเล่าได้ ไม่จำเป็นต้องประสบเหตุการณ์ด้วยตนเอง วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่าผู้ตายซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 มีชู้โดยจำเลยที่ 2 เห็นผู้ตายกับชายชู้เข้าห้องและปิดประตูอยู่ด้วยกัน มีลักษณะว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวถือได้ว่าเป็นการข่มเหงจิตใจจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายทันทีที่ได้รับคำบอกเล่าจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 83 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่โดยรับว่าทำร้ายร่างกายผู้ตายจริง แต่ไม่เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 10 ปี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87 คงจำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 กับนางวันเพ็ญ ผู้ตาย เป็นสามีภริยาที่มิได้จดทะเบียนสมรส วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ตายมีชู้ โดยจำเลยที่ 2 เห็นผู้ตายกับชายชู้เข้าห้องและปิดประตูอยู่ด้วยกัน จำเลยที่ 1 เกิดความโกรธ จึงเดินทางไปพบผู้ตาย ณ ที่เกิดเหตุทันที แล้วทำร้ายผู้ตายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ตายซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 มีชู้ และผู้ตายกับชายอื่นเข้าห้องปิดประตูอยู่ด้วยกันมีลักษณะว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวถือได้ว่าเป็นการข่มเหงจิตใจจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม พิจารณาประกอบกับเหตุบันดาลโทสะอาจเกิดเพราะคำบอกเล่าได้ ไม่จำเป็นต้องประสบเหตุการณ์ด้วยตนเอง ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไปทำร้ายผู้ตายทันทีที่ได้รับคำบอกเล่า อันเป็นการกระทำความผิดในขณะนั้น ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำร้ายผู้ตายโดยบันดาลโทสะ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ส่วนที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ต้องห้ามฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย แต่สมควรกำหนดโทษใหม่ให้สอดคล้องกับลักษณะความผิด พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก และมาตรา 72 จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (ไชยยงค์ คงจันทร์-นพวรรณ อินทรัมพรรย์-ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายกิตติพงษ์ กลิ่นขจร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4986/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ7598/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3958/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513502
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาญจนบุรี",
        "judge": "นายกิตติพงษ์ กลิ่นขจร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081989681"
    }
}
date
2554
deka_no
6788/2554
deka_running_no
6788
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ไชยยงค์ คงจันทร์",
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์",
    "ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 72"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายฉันท์ พระแท่น กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่โดยรับว่าทำร้ายร่างกายผู้ตายจริง แต่ไม่เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 10 ปี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87 คงจำคุก 5 ปี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 กับนางวันเพ็ญ ผู้ตาย เป็นสามีภริยาที่มิได้จดทะเบียนสมรส วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ตายมีชู้ โดยจำเลยที่ 2 เห็นผู้ตายกับชายชู้เข้าห้องและปิดประตูอยู่ด้วยกัน จำเลยที่ 1 เกิดความโกรธ จึงเดินทางไปพบผู้ตาย ณ ที่เกิดเหตุทันที แล้วทำร้ายผู้ตายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ตายซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 มีชู้ และผู้ตายกับชายอื่นเข้าห้องปิดประตูอยู่ด้วยกันมีลักษณะว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวถือได้ว่าเป็นการข่มเหงจิตใจจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม พิจารณาประกอบกับเหตุบันดาลโทสะอาจเกิดเพราะคำบอกเล่าได้ ไม่จำเป็นต้องประสบเหตุการณ์ด้วยตนเอง ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไปทำร้ายผู้ตายทันทีที่ได้รับคำบอกเล่า อันเป็นการกระทำความผิดในขณะนั้น ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำร้ายผู้ตายโดยบันดาลโทสะ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ส่วนที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ต้องห้ามฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย แต่สมควรกำหนดโทษใหม่ให้สอดคล้องกับลักษณะความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก และมาตรา 72 จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
อ7598/2545
primary_red_case_no
อ3958/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000443.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4986/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554