คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8943/2553 ฉบับเต็ม

#513538
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8943/2553 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นายพงศ์สัณห์ วิทยศักดิ์พันธุ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 59 การที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วไล่ติดตามชนรถจักรยานยนต์ 3 คัน ของฝ่ายผู้เสียหายโดยขับไล่ชนทีละคัน คันแรก ฟ. หลบหนีลงข้างทางได้ทัน จึงหันมาไล่ชนรถจักรยานยนต์ของ ส. เมื่อ ส. ขับหนีเข้าซอยไปได้ ก็หันมาไล่ชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งหนีไม่ทันถูกชนท้ายรถจนผู้เสียหายกระเด็นตกจากรถจักรยานยนต์ส่วนรถจักรยานยนต์กระเด็นกระแทกจนถังน้ำมันรั่วมีรอยน้ำมันหกไปตามทางที่รถจักรยานยนต์ไถลไป ส่วนผู้เสียหายตกจากรถแล้วกระเด็นข้ามไปอยู่ในช่องเดินรถสวนอย่างเร็วจนรถแท็กซี่ที่สวนมาห้ามล้อไม่ทันเฉี่ยวชนซ้ำอีก พฤติการณ์ที่จำเลยขับรถติดตามรถจักรยานยนต์ฝ่ายผู้เสียหายมาอย่างกระชั้นชิดด้วยความเร็วและไล่ชนทีละคันเมื่อไล่ทันรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายก็พุ่งชนอย่างแรง ซึ่งรถจำเลยมีขนาดและแรงปะทะมากกว่ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้เมื่อชนแล้วจำเลยยังลงจากรถพร้อมถือมีดเหวี่ยงไปมาทำท่าไล่ฟันผู้เสียหายจนต้องรีบพยุงกันหนีขึ้นรถแท็กซี่ไปทันที แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391, 295 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์ไล่ตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทั้งสอง แล้วรถยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทั้งสอง จนผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บและได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์แผนที่เกิดเหตุ และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าร้อยตำรวจโทศรีระนอง พนักงานสอบสวนออกมาตรวจที่เกิดเหตุหลังเกิดเหตุเพียง 15 นาที ก็พบร่องรอยห้ามล้อยาวประมาณ 35 เมตร สุดรอยห้ามล้อต่อเนื่องเป็นร่องรอยคราบน้ำมันจากรถจักรยานยนต์ สุดรอยคราบน้ำมันเป็นรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ปยค กรุงเทพมหานคร 133 ของผู้เสียหายทั้งสองล้มตะแคงติดอยู่กับกำแพงหมู่บ้านนารารมย์ ซึ่งในแผนที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนไม่ได้ระบุจุดชนว่า จุดชนอยู่ก่อนรอยห้ามล้อตามที่ผู้เสียหายทั้งสองอ้างหรืออยู่หลังรอยห้ามล้อตามที่จำเลยอ้างทั้งไม่มีเศษวัสดุแตกหักตกหล่นบนถนนอันจะบอกจุดชนได้ แต่ปรากฏว่าความเสียหายของรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ปยค กรุงเทพมหานคร 133 ของผู้เสียหายทั้งสองซึ่งพบในที่เกิดเหตุพนักงานสอบสวนบันทึกไว้ว่า "รถจักรยานยนต์ทะเบียน ปยค 133 กทม ถูกชนทางด้านท้ายแล้วกระเด็นออกขวาไปติดกำแพงหมู่บ้านนารารมย์" แสดงว่ารถจักรยานยนต์มีร่องรอยถูกชนทางด้านท้ายรถจริง ดังนั้นหากเป็นดังที่จำเลยเบิกความว่ารถจักรยานยนต์ล้มลงไปเอง จำเลยห้ามล้อไม่อยู่จึงชน ร่องรอยการชนย่อมไม่ปรากฏที่ด้านท้ายรถ การที่มีรอยถูกชนด้านท้ายรถแสดงว่าจำเลยชนเข้าที่ท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทั้งสองขณะที่รถกำลังแล่นอยู่ และไม่ใช่จำเลยห้ามล้อแล้วจึงชน แต่เป็นเรื่องที่จำเลยชนอย่างแรงเป็นเหตุให้รถของตนเสียหลัก จำเลยจึงได้ห้ามล้อแล้วเบี่ยงหลบไปคนละทางกับวัตถุที่ตนชน เมื่อรถจักรยานยนต์กระเด็นไปทางขวา จำเลยจึงหลบไปทางซ้ายแล้วจึงปะทะเข้ากับรถกระบะที่จอดอยู่ทางซ้าย 2 คัน ตามสภาพที่พนักงานสอบสวนระบุในแผนที่เกิดเหตุว่า "รถยนต์เก๋งนิสสันซึ่งเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์แล้วออกซ้ายไปชนกับรถกระบะนิสสันสีน้ำเงิน บค 1376 อำนาจเจริญ และกระเด็นไปติดอยู่ที่ด้านท้ายรถยนต์กระบะนิสสันสีบรอนเงินทะเบียน ยน 8384 กทม ได้รับความเสียหายติดอยู่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้" สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงสอดคล้องกับคำพยานโจทก์ และขัดกับทางนำสืบของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วไล่ติดตามชนรถจักรยานยนต์ 3 คัน ของฝ่ายผู้เสียหายทั้งสอง โดยขับไล่ชนทีละคัน คันแรกนายเฟยหลบหนีลงข้างทางได้ทัน จึงหันมาไล่ชนรถจักรยานยนต์นายสุรัตน์ เมื่อนายสุรัตน์ขับหนีเข้าซอยไปได้ ก็หันมาไล่ชนรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งหนีไม่ทันถูกชนท้ายรถจนผู้เสียหายทั้งสองกระเด็นตกจากรถจักรยานยนต์ ส่วนรถจักรยานยนต์กระเด็นตกกระแทกจนถังน้ำมันรั่วมีรอยน้ำมันหกไปตามทางที่รถจักรยานยนต์ไถลไป ส่วนผู้เสียหายทั้งสองตกจากรถแล้วกระเด็นข้ามไปอยู่ในช่องเดินรถสวนอย่างเร็วจนรถแท็กซี่ที่สวนทางมาห้ามล้อไม่ทันเฉี่ยวชนซ้ำเข้าไปอีก ซึ่งพบหลักฐานเป็นกระจังหน้าบางส่วนหลุดตกอยู่ในที่เกิดเหตุ พฤติการณ์ที่จำเลยขับรถติดตามรถจักรยานยนต์ฝ่ายผู้เสียหายทั้งสองมาอย่างกระชั้นชิดด้วยความเร็วและไล่ชนทีละคัน เมื่อไล่ทันรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายทั้งสองก็พุ่งชนอย่างแรง ซึ่งรถจำเลยมีขนาดและแรงปะทะมากกว่ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายทั้งสองถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้ เมื่อชนแล้วจำเลยยังลงจากรถพร้อมถือมีดเหวี่ยงไปมาทำท่าไล่ฟันผู้เสียหายทั้งสองจนต้องรีบพยุงกันหนีขึ้นรถแท็กซี่ไปทันที แม้จำเลยจะปฏิเสธว่าจำเลยถือวิทยุสื่อสาร ไม่ใช่มีด แต่พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายทั้งสองรีบหนีขึ้นรถแท็กซี่ในลักษณะรีบร้อน ฉุกละหุก ผิดวิสัยที่จะเป็นเรื่องรถชนกันธรรมดา น่าเชื่อว่าจำเลยถือมีดมาแล้ววิ่งไล่ฟันผู้เสียหายทั้งสองจริง ทำให้ฟังหนักแน่นขึ้นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยห้ามล้อรถก่อนเพื่อไม่ให้ชนอย่างรุนแรง เพราะมีเพียงเจตนาทำร้าย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์-นพวรรณ อินทรัมพรรย์-ไชยยงค์ คงจันทร์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513538
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081994255"
    }
}
date
2553
deka_no
8943/2553
deka_running_no
8943
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์",
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์",
    "ไชยยงค์ คงจันทร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพงศ์สัณห์ วิทยศักดิ์พันธุ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391, 295 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์ไล่ตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทั้งสอง แล้วรถยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทั้งสอง จนผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บและได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์แผนที่เกิดเหตุ และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าร้อยตำรวจโทศรีระนอง พนักงานสอบสวนออกมาตรวจที่เกิดเหตุหลังเกิดเหตุเพียง 15 นาที ก็พบร่องรอยห้ามล้อยาวประมาณ 35 เมตร สุดรอยห้ามล้อต่อเนื่องเป็นร่องรอยคราบน้ำมันจากรถจักรยานยนต์ สุดรอยคราบน้ำมันเป็นรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ปยค กรุงเทพมหานคร 133 ของผู้เสียหายทั้งสองล้มตะแคงติดอยู่กับกำแพงหมู่บ้านนารารมย์ ซึ่งในแผนที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนไม่ได้ระบุจุดชนว่า จุดชนอยู่ก่อนรอยห้ามล้อตามที่ผู้เสียหายทั้งสองอ้างหรืออยู่หลังรอยห้ามล้อตามที่จำเลยอ้างทั้งไม่มีเศษวัสดุแตกหักตกหล่นบนถนนอันจะบอกจุดชนได้ แต่ปรากฏว่าความเสียหายของรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ปยค กรุงเทพมหานคร 133 ของผู้เสียหายทั้งสองซึ่งพบในที่เกิดเหตุพนักงานสอบสวนบันทึกไว้ว่า "รถจักรยานยนต์ทะเบียน ปยค 133 กทม ถูกชนทางด้านท้ายแล้วกระเด็นออกขวาไปติดกำแพงหมู่บ้านนารารมย์" แสดงว่ารถจักรยานยนต์มีร่องรอยถูกชนทางด้านท้ายรถจริง ดังนั้นหากเป็นดังที่จำเลยเบิกความว่ารถจักรยานยนต์ล้มลงไปเอง จำเลยห้ามล้อไม่อยู่จึงชน ร่องรอยการชนย่อมไม่ปรากฏที่ด้านท้ายรถ การที่มีรอยถูกชนด้านท้ายรถแสดงว่าจำเลยชนเข้าที่ท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทั้งสองขณะที่รถกำลังแล่นอยู่ และไม่ใช่จำเลยห้ามล้อแล้วจึงชน แต่เป็นเรื่องที่จำเลยชนอย่างแรงเป็นเหตุให้รถของตนเสียหลัก จำเลยจึงได้ห้ามล้อแล้วเบี่ยงหลบไปคนละทางกับวัตถุที่ตนชน เมื่อรถจักรยานยนต์กระเด็นไปทางขวา จำเลยจึงหลบไปทางซ้ายแล้วจึงปะทะเข้ากับรถกระบะที่จอดอยู่ทางซ้าย 2 คัน ตามสภาพที่พนักงานสอบสวนระบุในแผนที่เกิดเหตุว่า "รถยนต์เก๋งนิสสันซึ่งเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์แล้วออกซ้ายไปชนกับรถกระบะนิสสันสีน้ำเงิน บค 1376 อำนาจเจริญ และกระเด็นไปติดอยู่ที่ด้านท้ายรถยนต์กระบะนิสสันสีบรอนเงินทะเบียน ยน 8384 กทม ได้รับความเสียหายติดอยู่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้" สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงสอดคล้องกับคำพยานโจทก์ และขัดกับทางนำสืบของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วไล่ติดตามชนรถจักรยานยนต์ 3 คัน ของฝ่ายผู้เสียหายทั้งสอง โดยขับไล่ชนทีละคัน คันแรกนายเฟยหลบหนีลงข้างทางได้ทัน จึงหันมาไล่ชนรถจักรยานยนต์นายสุรัตน์ เมื่อนายสุรัตน์ขับหนีเข้าซอยไปได้ ก็หันมาไล่ชนรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งหนีไม่ทันถูกชนท้ายรถจนผู้เสียหายทั้งสองกระเด็นตกจากรถจักรยานยนต์ ส่วนรถจักรยานยนต์กระเด็นตกกระแทกจนถังน้ำมันรั่วมีรอยน้ำมันหกไปตามทางที่รถจักรยานยนต์ไถลไป ส่วนผู้เสียหายทั้งสองตกจากรถแล้วกระเด็นข้ามไปอยู่ในช่องเดินรถสวนอย่างเร็วจนรถแท็กซี่ที่สวนทางมาห้ามล้อไม่ทันเฉี่ยวชนซ้ำเข้าไปอีก ซึ่งพบหลักฐานเป็นกระจังหน้าบางส่วนหลุดตกอยู่ในที่เกิดเหตุ พฤติการณ์ที่จำเลยขับรถติดตามรถจักรยานยนต์ฝ่ายผู้เสียหายทั้งสองมาอย่างกระชั้นชิดด้วยความเร็วและไล่ชนทีละคัน เมื่อไล่ทันรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายทั้งสองก็พุ่งชนอย่างแรง ซึ่งรถจำเลยมีขนาดและแรงปะทะมากกว่ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายทั้งสองถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้ เมื่อชนแล้วจำเลยยังลงจากรถพร้อมถือมีดเหวี่ยงไปมาทำท่าไล่ฟันผู้เสียหายทั้งสองจนต้องรีบพยุงกันหนีขึ้นรถแท็กซี่ไปทันที แม้จำเลยจะปฏิเสธว่าจำเลยถือวิทยุสื่อสาร ไม่ใช่มีด แต่พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายทั้งสองรีบหนีขึ้นรถแท็กซี่ในลักษณะรีบร้อน ฉุกละหุก ผิดวิสัยที่จะเป็นเรื่องรถชนกันธรรมดา น่าเชื่อว่าจำเลยถือมีดมาแล้ววิ่งไล่ฟันผู้เสียหายทั้งสองจริง ทำให้ฟังหนักแน่นขึ้นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยห้ามล้อรถก่อนเพื่อไม่ให้ชนอย่างรุนแรง เพราะมีเพียงเจตนาทำร้าย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000484.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553