คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9050/2553 ฉบับเต็ม

#513540
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9050/2553 พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร โจทก์ นายนิรุตน์ วิถีไพร จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 221 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, มาตรา 157/1 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, มาตรา 91 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5, มาตรา 18 วรรคหนึ่ง, มาตรา 19 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเองดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามแนวคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า การกระทำตามฟ้องมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีคำร้องดังกล่าวพอแปลได้ว่าจำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 และพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลยเป็นเวลา 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามแนวคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า การกระทำตามฟ้องมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีคำร้องดังกล่าวพอแปลได้ว่า จำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกา เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาและรับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาของจำเลย (อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์-สนอง เล่าศรีวรกต-สุริยง ลิ้มสถิรานันท์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ 1. ปัญหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับคดีนี้อยู่ที่ว่า คดีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง และ 157/1 วรรคสอง (ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 57, 91) เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันจะส่งผลให้อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และ 19 วรรคหนึ่ง ที่ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในการกระทำความผิดนั้นเป็นที่สุด ต้องห้ามมิให้ฎีกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาให้ฎีกาได้ หรือไม่ ก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้เคยมีคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ย. 14/2552 วินิจฉัยว่า คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 91 เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาในการกระทำซึ่งมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 5 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงไม่เป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง และจำเลยอาจฎีกาได้ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยฎีกาตาม ป.วิ.อ. โดยอาศัยมาตรา 18 วรรคสอง เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้มีข้อเท็จจริงตรงกับคดีตามคำสั่งคำร้องดังกล่าวโดยศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 91 และจำเลยฎีกาเฉพาะความผิดฐานดังกล่าวเช่นเดียวกัน แต่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยคดีนี้ในตอนต้นว่าเป็นคดีที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 57, 91 และ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ และวินิจฉัยตอนต่อมาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157/1 วรรคสอง และตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาให้ฎีกาได้ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ข้างต้น คงต้องถือว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ได้กลับหลักตามคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ย.14/2552 ไปแล้ว ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยที่น่าจะสอดคล้องกับเนื้อหาของความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ..." ซึ่งเนื้อหาของความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถก็มีความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษเป็นองค์ประกอบความผิดอยู่ด้วย และเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ทั้งบทลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157/1 วรรคสองก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม อันเป็นการยึดโยงบทลงโทษของกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษมาปรับใช้ด้วย นอกจากนี้ในเมื่อความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถมีความเกี่ยวพันกับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จึงมีเหตุผลสมควรที่จะให้ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ อย่างเดียวกันที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการอุทธรณ์ฎีกาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไปจากเดิม โดยการนำระบบศาลสองชั้นมาใช้ คือ การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีประเภทนี้ทุกกรณีต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แห่งเดียวและเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามมาตรา 19 อันเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบสิทธิมาเป็นระบบอนุญาตซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดีและการบริหารจัดการคดีในประเภทเดียวกันนี้โดยต่อมาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11440/2553 และที่ 2128/2554 วินิจฉัยตามมาในทำนองเดียวกันว่า คดีเสพยาเสพติดให้โทษในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 ทวิ, 157/1 เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกาก่อน ดังนั้น ในปัจจุบันคดีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ คงต้องถือว่าเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11440/2553 และที่ 2128/2554 2. ผลจากการที่คดีความผิดฐานเสพเมทแอฟตามีนในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด นอกจากต้องอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และ 19 วรรคหนึ่งดังกล่าวแล้วคดีน่าจะต้องอยู่ในบังคับมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คือ หากต้องอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แห่งเดียว แม้เดิมขณะพิจารณาพิพากษาจะเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ภาคก็ตาม อยู่ในบังคับมาตรา 17 ในกรณีโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันโดยมีความผิดฐานเสพแอมเฟตามีนในขณะขับรถรวมมาด้วย หากมีการอุทธรณ์ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถพร้อมความผิดฐานอื่น ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในความผิดอื่นซึ่งมิใช่ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถด้วย หรืออยู่ในบังคับมาตรา 12 โดยอาจมีการสืบพยานหลักฐานลับหลังจำเลยได้นอกจากนี้ ยังอาจมีปัญหาว่า คดีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายอื่นที่บัญญัติในเรื่องความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ เช่น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 บัญญัติว่า ...ผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ... ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ 3. จากผลที่เกิดขึ้นตามข้อ 2 ทำให้เห็นได้ว่า การวินิจฉัยหรือตีความว่าคดีใดเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งผลในการบังคับใช้กฎหมายตามมาอีกหลายประการ แม้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11440/2553 และที่ 2128/2554 จะวินิจฉัยว่าคดีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับเสพติดโดยมีเหตุผลที่น่ารับฟังอย่างยิ่งก็ตาม แต่โดยที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 5 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ดังนั้น จึงอาจมีข้อโต้แย้งได้ว่า พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ไม่อยู่ในคำจำกัดความ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถ ซึ่งบัญญัติใน พ.ร.บ.จราจรทางบทฯ จึงไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเพื่อให้เกิดความชัดเจนและมิให้เกิดปัญหาข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ดังกล่าว หรือความผิดตาม พ.ร.บ. อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันจึงน่าจะเสนอแก้ไข พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 5 ในส่วนคำจำกัดความ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" ว่าให้รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่มีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นองค์ประกอบความผิดรวมอยู่ด้วยหรือนำบทบัญญัติความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถซึ่งมีเนื้อหาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นองค์ประกอบความผิดอยู่แล้วหรือความผิดฐานอื่นที่มีลักษณะเดียวกันไปบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ก็อาจเป็นทางหนึ่งที่ทำให้ปัญหาข้อโต้แย้งดังกล่าวหมดสิ้นไป ธนรัตน์ ทั่งทอง
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513540
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081994244"
    }
}
date
2553
deka_no
9050/2553
deka_running_no
9050
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์",
    "สนอง เล่าศรีวรกต",
    "สุริยง ลิ้มสถิรานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 221"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 43 ทวิ",
            "ม. 157/1"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 57",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พุทธศักราช 2550",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 18 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 19 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนิรุตน์ วิถีไพร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 และพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลยเป็นเวลา 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามแนวคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า การกระทำตามฟ้องมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีคำร้องดังกล่าวพอแปลได้ว่า จำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกา เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาและรับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
1. ปัญหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับคดีนี้อยู่ที่ว่า คดีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง และ 157/1 วรรคสอง (ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 57, 91) เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันจะส่งผลให้อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และ 19 วรรคหนึ่ง ที่ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในการกระทำความผิดนั้นเป็นที่สุด ต้องห้ามมิให้ฎีกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาให้ฎีกาได้ หรือไม่ ก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้เคยมีคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ย. 14/2552 วินิจฉัยว่า คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 91 เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาในการกระทำซึ่งมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 5 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงไม่เป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง และจำเลยอาจฎีกาได้ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยฎีกาตาม ป.วิ.อ. โดยอาศัยมาตรา 18 วรรคสอง เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้มีข้อเท็จจริงตรงกับคดีตามคำสั่งคำร้องดังกล่าวโดยศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 91 และจำเลยฎีกาเฉพาะความผิดฐานดังกล่าวเช่นเดียวกัน แต่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยคดีนี้ในตอนต้นว่าเป็นคดีที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 57, 91 และ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ และวินิจฉัยตอนต่อมาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157/1 วรรคสอง และตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาให้ฎีกาได้ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ข้างต้น คงต้องถือว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ได้กลับหลักตามคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ย.14/2552 ไปแล้ว ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยที่น่าจะสอดคล้องกับเนื้อหาของความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ..." ซึ่งเนื้อหาของความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถก็มีความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษเป็นองค์ประกอบความผิดอยู่ด้วย และเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ทั้งบทลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157/1 วรรคสองก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม อันเป็นการยึดโยงบทลงโทษของกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษมาปรับใช้ด้วย นอกจากนี้ในเมื่อความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถมีความเกี่ยวพันกับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จึงมีเหตุผลสมควรที่จะให้ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ อย่างเดียวกันที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการอุทธรณ์ฎีกาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไปจากเดิม โดยการนำระบบศาลสองชั้นมาใช้ คือ การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีประเภทนี้ทุกกรณีต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แห่งเดียวและเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามมาตรา 19 อันเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบสิทธิมาเป็นระบบอนุญาตซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดีและการบริหารจัดการคดีในประเภทเดียวกันนี้โดยต่อมาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11440/2553 และที่ 2128/2554 วินิจฉัยตามมาในทำนองเดียวกันว่า คดีเสพยาเสพติดให้โทษในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 ทวิ, 157/1 เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกาก่อน ดังนั้น ในปัจจุบันคดีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ คงต้องถือว่าเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11440/2553 และที่ 2128/2554 2. ผลจากการที่คดีความผิดฐานเสพเมทแอฟตามีนในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด นอกจากต้องอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และ 19 วรรคหนึ่งดังกล่าวแล้วคดีน่าจะต้องอยู่ในบังคับมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คือ หากต้องอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แห่งเดียว แม้เดิมขณะพิจารณาพิพากษาจะเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ภาคก็ตาม อยู่ในบังคับมาตรา 17 ในกรณีโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันโดยมีความผิดฐานเสพแอมเฟตามีนในขณะขับรถรวมมาด้วย หากมีการอุทธรณ์ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถพร้อมความผิดฐานอื่น ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในความผิดอื่นซึ่งมิใช่ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถด้วย หรืออยู่ในบังคับมาตรา 12 โดยอาจมีการสืบพยานหลักฐานลับหลังจำเลยได้นอกจากนี้ ยังอาจมีปัญหาว่า คดีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายอื่นที่บัญญัติในเรื่องความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ เช่น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 บัญญัติว่า ...ผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ... ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ 3. จากผลที่เกิดขึ้นตามข้อ 2 ทำให้เห็นได้ว่า การวินิจฉัยหรือตีความว่าคดีใดเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งผลในการบังคับใช้กฎหมายตามมาอีกหลายประการ แม้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11440/2553 และที่ 2128/2554 จะวินิจฉัยว่าคดีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับเสพติดโดยมีเหตุผลที่น่ารับฟังอย่างยิ่งก็ตาม แต่โดยที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 5 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ดังนั้น จึงอาจมีข้อโต้แย้งได้ว่า พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ไม่อยู่ในคำจำกัดความ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถ ซึ่งบัญญัติใน พ.ร.บ.จราจรทางบทฯ จึงไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเพื่อให้เกิดความชัดเจนและมิให้เกิดปัญหาข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ดังกล่าว หรือความผิดตาม พ.ร.บ. อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันจึงน่าจะเสนอแก้ไข พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 5 ในส่วนคำจำกัดความ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" ว่าให้รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่มีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นองค์ประกอบความผิดรวมอยู่ด้วยหรือนำบทบัญญัติความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถซึ่งมีเนื้อหาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นองค์ประกอบความผิดอยู่แล้วหรือความผิดฐานอื่นที่มีลักษณะเดียวกันไปบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ก็อาจเป็นทางหนึ่งที่ทำให้ปัญหาข้อโต้แย้งดังกล่าวหมดสิ้นไป ธนรัตน์ ทั่งทอง
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000484.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553