คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9695 -ที่ 9699/2553 ฉบับเต็ม

#513551
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9695 - 9699/2553 นายประเทือง แฟงแย้ม กับพวก โจทก์ บริษัทสตีล เคส แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 179 วรรคสาม คำฟ้องเดิมเป็นการฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า โดยการกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งห้าจงใจทำงานล่าช้า ยุยงส่งเสริมให้ลูกจ้างในแผนกเดียวกันผละงานหรือหยุดงานโดยไม่ชอบ ซึ่งเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม อันเป็นฟ้องที่เกี่ยวด้วยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แต่ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อ 7.1 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ทั้งห้าผละงานจนจำเลยที่ 1 ถูกยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าและต้องเสียค่าปรับในการผิดนัดส่งสินค้า เนื่องจากค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากมีการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าแล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะนำสืบเป็นคนละประเด็นแตกต่างกัน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนฟ้องแย้งข้อ 7.2 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของจำเลยที่ 1 ในการนำผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นมาฝึกอบรมบุคลากรที่เข้ามาทดแทนพนักงานฝ่ายการผลิต ก็เป็นค่าใช้จ่ายอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้ไปในการว่าจ้างพนักงานอื่นไม่เกี่ยวกับโจทก์ทั้งห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าแล้วจะว่าจ้างผู้อื่นหรือไม่ ย่อมเป็นความประสงค์ซึ่งจำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ทั้งห้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย สำหรับฟ้องแย้งข้อ 7.3 และ 7.4 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายจากความเสื่อมเสียชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และการเสียโอกาสขายสินค้า เห็นว่า ฟ้องแย้งเป็นคดีอันเกิดจากมูลละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานแต่ฟ้องเดิมเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แม้ฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจะเป็นคดีแรงงานก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตลอดจนพยานหลักฐานที่จะนำสืบเป็นคนละประเด็นแตกต่างกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกัน ฟ้องแย้งข้อนี้จึงไม่อาจรับไว้พิจารณารวมกับฟ้องเดิมได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งห้าฟ้องจำเลยทั้งสองมีใจความทำนองเดียวกันว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าด้วยเหตุจงใจทำงานล่าช้า ยุยงส่งเสริมให้ลูกจ้างจำเลยที่ 1 ผละงานหรือหยุดงานโดยไม่ชอบ ฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยที่ 1 อันชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง ทั้งที่โจทก์ทั้งห้าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน ได้ยื่นคำร้องทุกข์ไปตามระเบียบ แต่ถูกเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมจำเลยที่ 1 ค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ทั้งห้าจำนวน 15 วัน คิดเป็นค่าจ้างค้างจ่ายตามฟ้องแต่ละสำนวน และยังต้องชำระค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสองต้องจ่ายเงินสมทบแก่โจทก์ทั้งห้าตามฟ้องแต่ละสำนวน ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุก 7 วัน ค่าเสียหายจากการทำละเมิด นับตั้งแต่และถัดจากวันเลิกจ้าง ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเงินสมทบ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งห้าไม่พอใจที่ถูกจำเลยที่ 1 ย้ายจากฝ่ายผลิตไปอยู่ฝ่ายบริหารคุณภาพ จึงหว่านล้อม ชักจูง และข่มขู่พนักงานในแผนกการผลิตให้ชะลอการทำงาน ผละงาน กระทำผิดอาญาร้ายแรงต่อผู้บริหารของจำเลยที่ 1 จนผลิตสินค้าส่งมอบได้ไม่ทันตามคำสั่งซื้อ เป็นเหตุให้ผิดนัดผิดสัญญาต่อลูกค้าหลายรายทำให้ลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2550 เป็นเงินจำนวน 2,600,000 บาท และทำให้ผิดนัดผิดสัญญาเป็นเหตุให้ถูกปรับเป็นเงินจำนวน 2,547,505 บาท เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เสียหาย การเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง โจทก์ทั้งห้าต้องรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน 5,147,505 บาท ค่าใช้จ่ายจากการฝึกอบรมบุคลากรที่มาทดแทนเป็นเงินจำนวน 290,000 บาท ค่าเสียหายจากความเสื่อมเสียชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ เป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท ค่าเสียหายจากการสูญเสียโอกาสที่ลูกค้าหันไปใช้สินค้าอื่นแทนสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 25,437,505 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ทั้งห้าถูกไล่ออกจากงาน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งห้าแถลงว่าได้รับค่าจ้างจ่ายจากจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลแรงงานกลางสั่งคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ว่า รับเป็นคำให้การของจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งนั้นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 ทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องเดิมเป็นการฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยการกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งห้าจงใจทำงานล่าช้ายุยงส่งเสริมให้ลูกจ้างในแผนกเดียวกันผละงานหรือหยุดงานโดยไม่ชอบ ซึ่งเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม อันเป็นฟ้องที่เกี่ยวด้วยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อ 7.1 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ทั้งห้าผละงานจนจำเลยที่ 1 ถูกยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าและต้องเสียค่าปรับในการผิดนัดส่งสินค้า เห็นว่า ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากมีการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าแล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะนำสืบเป็นคนละประเด็นแตกต่างกัน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนฟ้องแย้งข้อ 7.2 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของจำเลยที่ 1 ในการนำผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นมาฝึกอบรมบุคลากาที่เข้ามาทดแทนพนักงานฝ่ายการผลิต ก็เป็นค่าใช้จ่ายอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้ไปในการว่าจ้างพนักงานอื่นไม่เกี่ยวกับโจทก์ทั้งห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าแล้วจะว่าจ้างผู้อื่นหรือไม่ ย่อมเป็นความประสงค์ซึ่งจำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ทั้งห้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย สำหรับฟ้องแย้งข้อ 7.3 และ 7.4 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายจากความเสื่อมเสียชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือและการเสียโอกาสขายสินค้า เห็นว่า ฟ้องแย้งเป็นคดีอันเกิดจากมูลละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่ฟ้องเดิมเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แม้ฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจะเป็นคดีแรงงานก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตลอดจนพยานหลักฐานที่จะนำสืบเป็นคนละประเด็นแตกต่างกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกัน ฟ้องแย้งข้อนี้จึงไม่อาจรับไว้พิจารณารวมกับฟ้องเดิมได้ ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 นั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ธีระพงศ์ จิระภาค-ดิเรก อิงคนินันท์-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513551
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993921"
    }
}
date
2553
deka_no
9699/2553
deka_running_no
9699
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 179 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายประเทือง แฟงแย้ม กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทสตีล เคส แมนูแฟคเจอริ่ง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "(ประเทศไทย) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งห้าฟ้องจำเลยทั้งสองมีใจความทำนองเดียวกันว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าด้วยเหตุจงใจทำงานล่าช้า ยุยงส่งเสริมให้ลูกจ้างจำเลยที่ 1 ผละงานหรือหยุดงานโดยไม่ชอบ ฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยที่ 1 อันชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง ทั้งที่โจทก์ทั้งห้าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน ได้ยื่นคำร้องทุกข์ไปตามระเบียบ แต่ถูกเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมจำเลยที่ 1 ค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ทั้งห้าจำนวน 15 วัน คิดเป็นค่าจ้างค้างจ่ายตามฟ้องแต่ละสำนวน และยังต้องชำระค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสองต้องจ่ายเงินสมทบแก่โจทก์ทั้งห้าตามฟ้องแต่ละสำนวน ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุก 7 วัน ค่าเสียหายจากการทำละเมิด นับตั้งแต่และถัดจากวันเลิกจ้าง ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเงินสมทบ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งห้าไม่พอใจที่ถูกจำเลยที่ 1 ย้ายจากฝ่ายผลิตไปอยู่ฝ่ายบริหารคุณภาพ จึงหว่านล้อม ชักจูง และข่มขู่พนักงานในแผนกการผลิตให้ชะลอการทำงาน ผละงาน กระทำผิดอาญาร้ายแรงต่อผู้บริหารของจำเลยที่ 1 จนผลิตสินค้าส่งมอบได้ไม่ทันตามคำสั่งซื้อ เป็นเหตุให้ผิดนัดผิดสัญญาต่อลูกค้าหลายรายทำให้ลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2550 เป็นเงินจำนวน 2,600,000 บาท และทำให้ผิดนัดผิดสัญญาเป็นเหตุให้ถูกปรับเป็นเงินจำนวน 2,547,505 บาท เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เสียหาย การเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง โจทก์ทั้งห้าต้องรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน 5,147,505 บาท ค่าใช้จ่ายจากการฝึกอบรมบุคลากรที่มาทดแทนเป็นเงินจำนวน 290,000 บาท ค่าเสียหายจากความเสื่อมเสียชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ เป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท ค่าเสียหายจากการสูญเสียโอกาสที่ลูกค้าหันไปใช้สินค้าอื่นแทนสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 25,437,505 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ทั้งห้าถูกไล่ออกจากงาน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งห้าแถลงว่าได้รับค่าจ้างจ่ายจากจำเลยที่ 1 แล้ว

ศาลแรงงานกลางสั่งคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ว่า รับเป็นคำให้การของจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งนั้นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 1 ทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องเดิมเป็นการฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยการกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งห้าจงใจทำงานล่าช้ายุยงส่งเสริมให้ลูกจ้างในแผนกเดียวกันผละงานหรือหยุดงานโดยไม่ชอบ ซึ่งเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม อันเป็นฟ้องที่เกี่ยวด้วยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อ 7.1 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ทั้งห้าผละงานจนจำเลยที่ 1 ถูกยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าและต้องเสียค่าปรับในการผิดนัดส่งสินค้า เห็นว่า ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากมีการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าแล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะนำสืบเป็นคนละประเด็นแตกต่างกัน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนฟ้องแย้งข้อ 7.2 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของจำเลยที่ 1 ในการนำผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นมาฝึกอบรมบุคลากาที่เข้ามาทดแทนพนักงานฝ่ายการผลิต ก็เป็นค่าใช้จ่ายอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้ไปในการว่าจ้างพนักงานอื่นไม่เกี่ยวกับโจทก์ทั้งห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าแล้วจะว่าจ้างผู้อื่นหรือไม่ ย่อมเป็นความประสงค์ซึ่งจำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ทั้งห้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย สำหรับฟ้องแย้งข้อ 7.3 และ 7.4 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายจากความเสื่อมเสียชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือและการเสียโอกาสขายสินค้า เห็นว่า ฟ้องแย้งเป็นคดีอันเกิดจากมูลละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่ฟ้องเดิมเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แม้ฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจะเป็นคดีแรงงานก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตลอดจนพยานหลักฐานที่จะนำสืบเป็นคนละประเด็นแตกต่างกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกัน ฟ้องแย้งข้อนี้จึงไม่อาจรับไว้พิจารณารวมกับฟ้องเดิมได้ ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 นั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000481.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9695 -
year
2553