คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2554 ฉบับเต็ม

#513554
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2554 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายกนกศักดิ์หรือทนงศักดิ์ แผนสมบูรณ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 69 พวกผู้เสียหายทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ติดตามจำเลยกับพวกไปโดยมีไม้ปลายแหลมและสนับมือติดตัวไปด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพวกของผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เพื่อติดตามจำเลยกับพวกไปเพราะประสงค์จะไปหาเรื่องกับจำเลยเมื่อผู้เสียหายทั้งสองกับพวกติดตามจำเลยกับพวกจนทันแล้ว ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกจะเข้ามาทำร้ายจำเลย พวกผู้เสียหายมีอาวุธติดตัวและมีจำนวนคนมากกว่าจำเลยกับพวกย่อมกลัวพวกผู้เสียหายทั้งสองจะใช้อาวุธดังกล่าวทำอันตราย จึงเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายอันใกล้จะถึง แต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงออกไปถึง 6 นัดนับว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนเกินสมควรแก่เหตุ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบปลอกกระสุนปืนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีอาวุธปืน 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน 3 เดือน ส่วนพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี รวมจำคุกจำเลย 8 ปี 9 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในฐานพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .32 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ ยิงผู้เสียหายทั้งสองหลายนัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 บริเวณต้นแขนซ้าย รักแร้ซ้าย และหน้ารักแร้ซ้าย ถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่ขาท่อนล่างขวาด้านนอกและใต้ข้อพับเข่าขวา เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายสาหัส ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า ขณะผู้เสียหายทั้งสอง นายลำไพร นายพรชนะ นายอานนท์และนายเพชร ไม่ทราบชื่อสกุล นั่งคุยกันที่บ้านนายอานนท์ นายไพรัตน์ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายผ่านบ้านนายอานนท์ จำเลยกวักมือเรียกพวกผู้เสียหายทั้งสองให้ออกตามไป ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกดังกล่าวจึงขับรถจักรยานยนต์ตามจำเลย กับพวกไปเพื่อหาทางปรับความเข้าใจกัน นายพรชนะ และนายลำไพร เบิกความเป็นพยานโจทก์ในทำนองเดียวกันว่า ขณะที่พยานทั้งสองกับผู้เสียหายทั้งสองและนายเพชรกับนายอานนท์นั่งคุยกันอยู่ที่บ้านนายอานนท์ นายไพรัตน์ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายผ่านมา จำเลยชูมือทำสัญลักษณ์อวัยวะเพศชายให้พยานกับพวกผู้เสียหายพยานและผู้เสียหายทั้งสองกับพวกรวม 6 คน จึงขับรถจักรยานยนต์ 4 คันตามจำเลยกับพวกไปเพื่อจะสอบถามว่าทำไมจึงให้สัญลักษณ์อวัยวะเพศแก่พวกพยานซึ่งจำเลยก็นำสืบว่า ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกขับรถจักรยานยนต์ตามมาทันและรายล้อมจำเลยกับพวกไว้ ผู้เสียหายที่ 1 มีสนับมือ ผู้เสียหายที่ 2 มีแป๊บน้ำ และนายพรชนะมีท่อนไม้เป็นอาวุธ พวกผู้เสียหายทั้งสองอยู่ห่างจากจำเลยประมาณ 1 เมตร และกรูเข้ามาจะทำร้ายจำเลยกับพวก จำเลยจึงใช้อาวุธปืนพกยิงกราดไป 6 นัด ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาวุธที่พวกผู้เสียหายทั้งสองมีติดตัวเพื่อมาก่อเหตุทำร้ายจำเลยกับพวกนั้น ปรากฏตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่ตอบทนายจำเลยถามค้านโดยผู้เสียหายที่ 2 รับว่า ก่อนผู้เสียหายกับพวกจะขับรถจักรยานยนต์ตามจำเลยกับพวกออกไปนั้น มีไม้ปลายแหลมและสนับมืออยู่ที่บ้านของนายอานนท์ด้วย คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวจึงเจือสมกับทางนำสืบของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พวกผู้เสียหายทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ติดตามจำเลยกับพวกไปโดยมีอาวุธดังกล่าวติดตัวไปด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพวกของผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เพื่อติดตามจำเลยกับพวกไปเพราะประสงค์จะไปหาเรื่องกับจำเลย เมื่อผู้เสียหายทั้งสองกับพวกติดตามจำเลยกับพวกจนทันแล้ว ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกจะเข้ามาทำร้ายจำเลย พวกผู้เสียหายมีอาวุธติดตัวและมีจำนวนคนมากกว่า จำเลยกับพวกย่อมกลัวพวกผู้เสียหายทั้งสองจะใช้อาวุธดังกล่าวทำอันตราย จึงเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายอันใกล้จะถึง แต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงออกไปถึง 6 นัด นับว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงมีความผิดข้อหาพยายาม ฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่สมควรรอการลงโทษให้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 68, 69 ลงโทษจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับความผิดอื่นแล้วเป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (สิริรัตน์ จันทรา-ธนฤกษ์ นิติเศรณี-สมยศ เข็มทอง) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513554
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991916"
    }
}
date
2554
deka_no
246/2554
deka_running_no
246
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "ธนฤกษ์ นิติเศรณี",
    "สมยศ เข็มทอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 69"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกนกศักดิ์หรือทนงศักดิ์ แผนสมบูรณ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีอาวุธปืน 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน 3 เดือน ส่วนพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี รวมจำคุกจำเลย 8 ปี 9 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในฐานพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .32 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ ยิงผู้เสียหายทั้งสองหลายนัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 บริเวณต้นแขนซ้าย รักแร้ซ้าย และหน้ารักแร้ซ้าย ถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่ขาท่อนล่างขวาด้านนอกและใต้ข้อพับเข่าขวา เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายสาหัส ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า ขณะผู้เสียหายทั้งสอง นายลำไพร นายพรชนะ นายอานนท์และนายเพชร ไม่ทราบชื่อสกุล นั่งคุยกันที่บ้านนายอานนท์ นายไพรัตน์ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายผ่านบ้านนายอานนท์ จำเลยกวักมือเรียกพวกผู้เสียหายทั้งสองให้ออกตามไป ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกดังกล่าวจึงขับรถจักรยานยนต์ตามจำเลย กับพวกไปเพื่อหาทางปรับความเข้าใจกัน นายพรชนะ และนายลำไพร เบิกความเป็นพยานโจทก์ในทำนองเดียวกันว่า ขณะที่พยานทั้งสองกับผู้เสียหายทั้งสองและนายเพชรกับนายอานนท์นั่งคุยกันอยู่ที่บ้านนายอานนท์ นายไพรัตน์ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายผ่านมา จำเลยชูมือทำสัญลักษณ์อวัยวะเพศชายให้พยานกับพวกผู้เสียหายพยานและผู้เสียหายทั้งสองกับพวกรวม 6 คน จึงขับรถจักรยานยนต์ 4 คันตามจำเลยกับพวกไปเพื่อจะสอบถามว่าทำไมจึงให้สัญลักษณ์อวัยวะเพศแก่พวกพยานซึ่งจำเลยก็นำสืบว่า ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกขับรถจักรยานยนต์ตามมาทันและรายล้อมจำเลยกับพวกไว้ ผู้เสียหายที่ 1 มีสนับมือ ผู้เสียหายที่ 2 มีแป๊บน้ำ และนายพรชนะมีท่อนไม้เป็นอาวุธ พวกผู้เสียหายทั้งสองอยู่ห่างจากจำเลยประมาณ 1 เมตร และกรูเข้ามาจะทำร้ายจำเลยกับพวก จำเลยจึงใช้อาวุธปืนพกยิงกราดไป 6 นัด ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาวุธที่พวกผู้เสียหายทั้งสองมีติดตัวเพื่อมาก่อเหตุทำร้ายจำเลยกับพวกนั้น ปรากฏตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่ตอบทนายจำเลยถามค้านโดยผู้เสียหายที่ 2 รับว่า ก่อนผู้เสียหายกับพวกจะขับรถจักรยานยนต์ตามจำเลยกับพวกออกไปนั้น มีไม้ปลายแหลมและสนับมืออยู่ที่บ้านของนายอานนท์ด้วย คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวจึงเจือสมกับทางนำสืบของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พวกผู้เสียหายทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ติดตามจำเลยกับพวกไปโดยมีอาวุธดังกล่าวติดตัวไปด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพวกของผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เพื่อติดตามจำเลยกับพวกไปเพราะประสงค์จะไปหาเรื่องกับจำเลย เมื่อผู้เสียหายทั้งสองกับพวกติดตามจำเลยกับพวกจนทันแล้ว ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกจะเข้ามาทำร้ายจำเลย พวกผู้เสียหายมีอาวุธติดตัวและมีจำนวนคนมากกว่า จำเลยกับพวกย่อมกลัวพวกผู้เสียหายทั้งสองจะใช้อาวุธดังกล่าวทำอันตราย จึงเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายอันใกล้จะถึง แต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงออกไปถึง 6 นัด นับว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงมีความผิดข้อหาพยายาม ฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่สมควรรอการลงโทษให้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 68, 69 ลงโทษจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับความผิดอื่นแล้วเป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000463.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554