คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10552/2553 ฉบับเต็ม

#513559
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10552/2553 พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง โจทก์ นายพัชรหรือบัวลอง รองทอง จำเลย ป.อ. มาตรา 342 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะบรรยายว่า จำเลยโดยเจตนาทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและด้วยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น แต่ตามทางพิจารณาที่ได้ความนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยหลอกลวง ส. มารดาผู้เสียหายที่ 2 มิใช่หลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเงินก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 2 เป็นเจ้าของเงินที่ให้กู้ และเป็นผู้ทำสัญญากู้ในฐานะผู้ให้กู้เงินที่จำเลยผู้กู้นำโฉนดที่ดินของบุคคลอื่นมาหลอกลวงดังกล่าว เพื่อให้ได้เงินที่กู้ยืมไป ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว จำเลยหลอกลวงด้วยการทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นบุคคลเดียวกับ ป. ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินที่จำเลยนำมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากผู้เสียหายที่ 2 จากการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ได้ไปซึ่งเงินจากผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 341, 342, 91 ให้จำเลยคืนเงิน 70,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 341 ประกอบมาตรา 342 (1) เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานฉ้อโกง จำคุก 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 70,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกง และยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 70,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น คู่ความไม่ได้ฎีกา คดีสำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงฟังยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกง และยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายที่ 2 โดยเห็นว่า จำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อนางสุมล มารดาผู้เสียหายที่ 2 มิใช่แสดงต่อผู้เสียหายที่ 2 พยานหลักฐานของโจทก์จึงต่างไปจากคำฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 2 นั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะบรรยายว่า จำเลยโดยเจตนาทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและด้วยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น แต่ตามทางพิจารณาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องที่จำเลยหลอกลวงนางสุมลมารดาผู้เสียหายที่ 2 มิใช่หลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเงินจำนวน 70,000 บาท ก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 2 เป็นเจ้าของเงินที่ให้กู้ และเป็นผู้ทำสัญญากู้ในฐานะผู้ให้กู้เงินที่จำเลยผู้กู้นำโฉนดที่ดินของบุคคลอื่นมาหลอกลวงดังกล่าว เพื่อให้ได้เงินที่กู้ยืมไป ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยแล้ว จึงเป็นผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงด้วยคนหนึ่ง ข้อแตกต่างดังกล่าวนี้จึงหาใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ เมื่อข้อแตกต่างดังกล่าวไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงหาอาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาฉ้อโกงโดยพิจารณาแต่เพียงว่าผู้เสียหายที่ 2 มิได้เป็นผู้ถูกหลอกลวงได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตัวเป็นบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) หรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก่อน ...พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบมีน้ำหนักมั่นคง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยหลอกลวงด้วยการทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นบุคคลเดียวกับนายปั๋น ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 72880 ที่จำเลยนำมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากผู้เสียหายที่ 2 จากการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ได้ไปซึ่งเงินจำนวน 70,000 บาท จากผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามที่โจทก์ฟ้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (พันวะสา บัวทอง-นวลน้อย ผลทวี-พิศล พิรุณ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513559
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993595"
    }
}
date
2553
deka_no
10552/2553
deka_running_no
10552
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "พันวะสา บัวทอง",
    "นวลน้อย ผลทวี",
    "พิศล พิรุณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 342"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพัชรหรือบัวลอง รองทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 341, 342, 91 ให้จำเลยคืนเงิน 70,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 341 ประกอบมาตรา 342 (1) เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานฉ้อโกง จำคุก 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 70,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกง และยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 70,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น คู่ความไม่ได้ฎีกา คดีสำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงฟังยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกง และยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายที่ 2 โดยเห็นว่า จำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อนางสุมล มารดาผู้เสียหายที่ 2 มิใช่แสดงต่อผู้เสียหายที่ 2 พยานหลักฐานของโจทก์จึงต่างไปจากคำฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 2 นั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะบรรยายว่า จำเลยโดยเจตนาทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและด้วยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น แต่ตามทางพิจารณาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องที่จำเลยหลอกลวงนางสุมลมารดาผู้เสียหายที่ 2 มิใช่หลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเงินจำนวน 70,000 บาท ก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 2 เป็นเจ้าของเงินที่ให้กู้ และเป็นผู้ทำสัญญากู้ในฐานะผู้ให้กู้เงินที่จำเลยผู้กู้นำโฉนดที่ดินของบุคคลอื่นมาหลอกลวงดังกล่าว เพื่อให้ได้เงินที่กู้ยืมไป ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยแล้ว จึงเป็นผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงด้วยคนหนึ่ง ข้อแตกต่างดังกล่าวนี้จึงหาใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ เมื่อข้อแตกต่างดังกล่าวไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงหาอาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาฉ้อโกงโดยพิจารณาแต่เพียงว่าผู้เสียหายที่ 2 มิได้เป็นผู้ถูกหลอกลวงได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตัวเป็นบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) หรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก่อน ...พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบมีน้ำหนักมั่นคง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยหลอกลวงด้วยการทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นบุคคลเดียวกับนายปั๋น ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 72880 ที่จำเลยนำมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากผู้เสียหายที่ 2 จากการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ได้ไปซึ่งเงินจำนวน 70,000 บาท จากผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามที่โจทก์ฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000478.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553