คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10864/2553 ฉบับเต็ม

#513565
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10864/2553 บริษัทซีเคียวริคอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ บริษัทปรีชากรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 488, มาตรา 599 จำเลยสั่งซื้อและว่าจ้างโจทก์ติดตั้งระบบสัญญาป้องกันภัยที่สำนักงานของจำเลย เมื่อสัญญาซื้อขายมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาจึงมีหน้าที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติการชำระหนี้ของตนในคราวเดียวกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 461 และ 486 เมื่อระบบสัญญาณป้องกันภัยที่โจทก์ติดตั้งยังมีความชำรุดบกพร่องบางส่วนอันเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ นอกจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 472 แล้ว ตามมาตรา 488 ยังบัญญัติรับรองสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นผู้ซื้อชอบที่จะยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระด้วยเช่นเดียวกับมาตรา 599 ที่กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ราคาที่ยังไม่ได้ชำระแก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะแก้ไขความชำรุดบกพร่องนั้นให้สิ้นไป หรือหาประกันที่สมควรให้แก่จำเลยได้ตามมาตรา 488 หรือจะให้ประกันแก่จำเลยผู้ว่าจ้างตามสมควรตามมาตรา 599 เสียก่อน แม้จำเลยจะมิได้โต้แย้งจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้แก่โจทก์จำนวน 380,000 บาท แต่จำเลยยังอุทธรณ์อ้างสิทธิยึดหน่วงราคาโดยมีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย และศาลอุทธรณ์ก็พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่มีหนี้ที่โจทก์อาจขอหักกลบจากจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนนั้นพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ติดตั้งเครื่องแล้ว ระบบไม่สามารถทำงานได้ต้องคอยแก้ไขอยู่เสมอ แม้ขณะนี้โจทก์ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ จำเลยย่อมมีสิทธิยึดหน่วงราคาสินค้าตามฟ้องไว้ และเมื่อจำเลยยังไม่ได้รับมอบสินค้า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องราคาที่ยังไม่ได้ชำระ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 36,305.50 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,500 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยสั่งซื้อและว่าจ้างโจทก์ติดตั้งวัสดุ อุปกรณ์ ส่วนประกอบของระบบสัญญาณป้องกันภัยที่สำนักงานของจำเลยในราคา 807,208 บาท โดยวางมัดจำไว้ 226,320 บาท ตามใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ. 4 พนักงานของโจทก์ใช้เวลาติดตั้งรวม 14 ครั้ง นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2540 จนถึงวันที่ 2 กันยายน ปีเดียวกันตามรายงานเอกสารหมาย จ. 5 แต่หลังจากยื่นฟ้องจำเลยให้ชำระราคาสินค้าอีก 580,888 บาท เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2541 แล้วพนักงานของโจทก์ยังต้องเข้าไปตรวจสอบแก้ไขระบบสัญญาณป้องกันภัยที่บริษัทจำเลยอีก 7 ครั้ง นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2542 จนถึงวันที่ 19 สิงหาคม ปีเดียวกันตามรายงานเอกสารหมาย จ. 10 โดยคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ วันที่ 28 เมษายน และวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 ว่า การทำงานของระบบสัญญาณป้องกันภัยมีปัญหาทางฝ่ายโจทก์เข้าไปดำเนินการแก้ไขแล้ว จึงถือได้ว่ามีความชำรุดบกพร่องบางส่วนที่โจทก์ยังต้องแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไป ก่อนส่งมอบงานที่จำเลยสั่งซื้อและว่าจ้างให้โจทก์ติดตั้งดังกล่าว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยซึ่งเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงราคารวมทั้งสินจ้างที่ยังไม่ได้ชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 488 และ 599 ได้หรือไม่ โดยโจทก์กล่าวอ้างในฎีกาว่า เมื่อจำเลยเป็นหนี้ราคาสินค้าและสินจ้างติดตั้งระบบสัญญาณป้องกันภัย ขณะที่โจทก์เป็นหนี้ค่าเสียหายที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอันเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 380,000 บาท โจทก์ย่อมมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้กับราคาสินค้าและสินจ้างตามฟ้องซึ่งเป็นหนี้เงินตามสัญญาต่างตอบแทน จำเลยจึงต้องชำระเงิน 380,000 บาท แก่โจทก์นั้น เห็นว่า นอกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 461 จะกำหนดว่า ผู้ขายจำต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งขายนั้นให้แก่ผู้ซื้อแล้ว มาตรา 486 ยังกำหนดด้วยว่า ผู้ซื้อจำต้องรับมอบทรัพย์สินที่ตนได้รับซื้อและใช้ราคาตามข้อสัญญาซื้อขาย เมื่อสัญญาซื้อขายมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาจึงมีหน้าที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติการชำระหนี้ของตนในคราวเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติดังเช่นกรณีตามฟ้องนั้น นอกจากมาตรา 472 จะกำหนดว่าผู้ขายต้องรับผิดแล้ว มาตรา 488 ยังบัญญัติรับรองสิทธิของผู้ซื้อที่พบเห็นความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งตนได้รับซื้อไว้ว่าชอบที่จะยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระด้วย เช่นเดียวกับมาตรา 599 ในลักษณะจ้างทำของที่กำหนดว่า ในกรณีที่ส่งมอบการที่ทำชำรุดบกพร่อง ผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ขายและรับจ้างติดตั้งให้แก่จำเลยดังกล่าวนั้นยังชำรุดบกพร่องเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดแก้ไขตามหน้าที่ของผู้ขายเช่นนี้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ราคาที่ยังไม่ได้ชำระรวมทั้งสินจ้างอีก 580,888 บาท จนกว่าโจทก์จะแก้ไขความชำรุดบกพร่องนั้นให้สิ้นไปหรือหาประกันที่สมควรให้แก่จำเลยได้ตามมาตรา 488 หรือจะให้ประกันแก่จำเลยผู้ว่าจ้างตามสมควรตามความในมาตรา 599 เสียก่อน แม้จำเลยจะมิได้โต้แย้งจำนวนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดแก่โจทก์ แต่ก็อุทธรณ์อ้างสิทธิยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระโดยมีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายและศาลอุทธรณ์ก็พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่มีหนี้ที่โจทก์อาจขอหักกลบจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ (ธนพจน์ อารยลักษณ์-ตรีวุฒิ สาขากร-ธีระพงศ์ จิระภาค) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ 1. ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ เมื่อคดีฟังได้ว่าสินค้าที่โจทก์ขายและติดตั้งให้จำเลยยังมีความชำรุดบกพร่องอยู่ จำเลยในฐานะผู้ซื้อและผู้ว่าจ้างจึงมีสิทธิที่จะยึดหน่วงราคาสินค้าและค่าจ้างติดตั้งไว้ก่อน โดยจำเลยยังไม่จำต้องชำระเงินค่าสินค้าและค่าติดตั้งให้แก่โจทก์ จนกว่าโจทก์ในฐานะผู้ขายและผู้รับจ้างจะได้แก้ไขข้อชำรุดบกพร่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 488 และ 599 ก็คงจะตอบได้ว่าเป็นการวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายตรงไปตรงมาเป็นการถูกต้องแล้ว แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงเลย เพราะโจทก์และจำเลยก็ต้องไปฟ้องร้องดำเนินคดีใหม่กันต่อไป ซึ่งย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ผู้เขียนเข้าใจว่าศาลชั้นต้นคงจะพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้ข้อพิพาททั้งสองฝ่ายยุติ ไม่ต้องเป็นความกันอีกต่อไป เนื่องจากคงเห็นว่าฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายและผู้รับจ้างมีสิทธิได้รับค่าราคาสินค้าส่วนที่เหลืออีก 580,888 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่โจทก์ฟ้อง ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ซื้อและผู้ว่าจ้างมีสิทธิได้รับชำระค่าเสียหายจากโจทก์เพราะระบบสัญญาณป้องกันภัยชำรุดบกพร่อง อันเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติพร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นคงจะนำหนี้ทั้งสองส่วนของคู่ความทั้งสองฝ่ายมาหักกลบหนี้กัน ทำให้เหลือเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 380,000 บาท ดังกล่าว การวินิจฉัยคดีเช่นนี้น่าจะถือว่าเป็นการที่ศาลพิพากษาคดีตามความยุติธรรมประการหนึ่ง แต่คดีนี้จำเลยมิได้ฟ้องแย้งเข้ามา จึงมีปัญหาว่าศาลจะทำการหักกลบหนี้เอาเองได้หรือไม่ เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5914/2533 วินิจฉัยว่าโจทก์ได้ส่งมอบงานที่เรียบร้อยบริบูรณ์ให้แก่จำเลย โจทก์ชอบที่จะเรียกให้จำเลยชำระสินจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 จำนวน 410,000 บาท แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ส่งมอบงานล่าช้า จำเลยมีสิทธิปรับโจทก์ตามสัญญาและให้หักกลบลบหนี้ออกจากค่าสินจ้างที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดแก่โจทก์ ปรากฏว่าคู่ความมิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่มีสิทธิหักกลบลบหนี้ข้อที่ว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิหักกลบลบหนี้หรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะหักกลบลบหนี้แก่โจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ว่าปัญหานี้จำเลยทั้งสองจะมิได้ฎีกาไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ กรณีต้องถือเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าโจทก์ติดตั้งเครื่องปรับอากาศตามสัญญาจ้างแล้วส่งมอบงานให้จำเลยล่าช้า จำเลยมีสิทธิปรับโจทก์เป็นรายวัน วันละ 300 บาท รวมเป็นเบี้ยปรับในกรณีที่ส่งมอบงานล่าช้า เป็นเวลา 20 วัน เป็นเงิน 6,000 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่มีวัตถุประสงค์เป็นอย่างเดียวกับมูลหนี้ที่โจทก์เรียกร้องและถึงกำหนดชำระแล้ว จำเลยชอบที่จะขอหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยการขอหักกลบลบหนี้ได้โดยไม่จำต้องฟ้องแย้งเข้ามาก่อน เมื่อหักกลบลบหนี้แล้ว จำเลยต้องชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และงวดที่ 5 ให้โจทก์เป็นเงิน 404,000 บาท ดังนั้น หากถือแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5914/2533 ในคดีตามคำพิพากษาที่หมายเหตุนี้ศาลก็น่าที่จะนำหนี้ทั้งสองจำนวนมาหักกลบลบหนี้กันได้ ซึ่งจะทำให้จำเลยต้องชดใช้เงินค่าจ้างส่วนที่เหลืออยู่ต่อโจทก์ 2. มีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายเรื่องที่จำเลยให้การและฟ้องแย้งด้วย ศาลฎีกาให้หักกลบลบหนี้เนื่องจากเพื่อความสะดวกในการบังคับคดีต่อไปนั่นเอง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2923/2525 จำเลยมีที่ดินได้เสนอโจทก์เพื่อร่วมทำโครงการจัดสรรที่ดินพร้อมบ้านกับจำเลยพร้อมอนุมัติกู้เงินเพื่อลงทุนด้วย โจทก์อนุมัติได้ทำสัญญากัน 2 ฉบับ คือสัญญากู้เงินและสัญญาให้ผู้ซื้อกู้เงินโจทก์ไปซื้อที่ดินและบ้านตามโครงการดังนี้ สัญญาฉบับหลังเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาฉบับแรก ข้อความในสัญญาแต่ละฉบับมีผลผูกพันบังคับกันได้ ดังนั้น การตีความเจตนาของคู่สัญญาจึงต้องแปลจากสัญญาทั้ง 2 ฉบับรวมกัน ไม่ใช่ยกเอาเฉพาะข้อความตอนใดตอนหนึ่งหรือสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่งมาแปลง จึงไม่ใช่นิติกรรมอำพราง และไม่ใช่สัญญากู้เงินโดยวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินอย่างเดียว สัญญาทั้ง 2 ฉบับจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนกันเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญากู้ธรรมดา คู่สัญญาแต่ฝ่ายต่างมีสิทธิและหน้าที่จะต้องปฏิบัติตอบแทนซึ่งกันและกันตามข้อความที่ระบุไว้ในสัญญา โจทก์ยอมให้จำเลยกู้เงินสูงกว่าจำนวนที่ขอกู้ในการเสนอโครงการครั้งแรกแสดงว่าได้ตกลงเปลี่ยนแปลงวงเงินกันแล้วเท่ากับเป็นการยืนยันตามข้อตกลงนั้นข้อตกลงนี้จึงผูกพันโจทก์จะปฏิเสธไม่ให้จำเลยและผู้ซื้อที่ดินกับบ้านกู้เงินถึงจำนวนดังกล่าวไม่ได้ เป็นการผิดสัญญา เมื่อต่างฝ่ายต่างมีวัตถุแห่งหนี้เป็นเงินที่จะต้องชำระซึ่งกันและกัน ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้หักกลบลบหนี้กันได้เพราะเป็นความสะดวกในการบังคับคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7221/2540 จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างระบบประปาสุขาภิบาล โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยได้บอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว โจทก์และจำเลยต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แม้ตามปกติโจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้คืนค่าผลงานที่โจทก์ได้ทำการก่อสร้างระบบประปาให้จำเลยแล้วบางส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ก็ตาม แต่ตามสัญญาระบุว่าเมื่อผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้ว บรรดางานที่ผู้รับจ้างได้ทำขึ้นและสิ่งของต่างๆ ที่ได้นำมาไว้ ณ สถานที่ทำงานจ้างนั้น โดยเฉพาะเพื่องานจ้างดังกล่าวผู้รับจ้างยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างโดยผู้รับจ้างจะเรียกร้องค่าตอบแทนและค่าเสียหายใดๆ ไม่ได้เลย ข้อตกลงนี้มีลักษณะเป็นการที่ผู้รับจ้างให้สัญญาว่าจะทำการชำระหนี้อย่างอื่นอันมิใช่จำนวนเงินให้เป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 382 แก่จำเลยผู้ว่าจ้าง ซึ่งคดีฟังได้ว่า ค่าการงานที่โจทก์ทำแล้วเสร็จมีมูลค่าเป็นเงิน 1,584,400 บาท เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยผู้ว่าจ้างกับผลงานและพฤติการณ์ของโจทก์ผู้รับจ้างปฏิบัติมาแล้ว เบี้ยปรับจำนวนดังกล่าวนับว่าสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้คืนค่าผลงานที่โจทก์ทำไปแล้วเป็นเงิน 900,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่าจ้างจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ แต่เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากก่อสร้างล่าช้า จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินประกันได้โดยชอบเป็นเงิน 163,200 บาท ตามฟ้องแย้งของจำเลย และเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี จึงให้นำหนี้ที่โจทก์ต้องชำระจำนวน 163,200 บาท และจำเลยจะต้องชำระค่าการงานมาหักกลบลบหนี้กัน คงเหลือหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 736,800 บาท ทวี ประจวบลาภ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513565
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993479"
    }
}
date
2553
deka_no
10864/2553
deka_running_no
10864
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ธนพจน์ อารยลักษณ์",
    "ตรีวุฒิ สาขากร",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 488",
            "ม. 599"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทซีเคียวริคอร์ (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทปรีชากรุ๊ป จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนนั้นพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ติดตั้งเครื่องแล้ว ระบบไม่สามารถทำงานได้ต้องคอยแก้ไขอยู่เสมอ แม้ขณะนี้โจทก์ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ จำเลยย่อมมีสิทธิยึดหน่วงราคาสินค้าตามฟ้องไว้ และเมื่อจำเลยยังไม่ได้รับมอบสินค้า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องราคาที่ยังไม่ได้ชำระ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 36,305.50 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยสั่งซื้อและว่าจ้างโจทก์ติดตั้งวัสดุ อุปกรณ์ ส่วนประกอบของระบบสัญญาณป้องกันภัยที่สำนักงานของจำเลยในราคา 807,208 บาท โดยวางมัดจำไว้ 226,320 บาท ตามใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ. 4 พนักงานของโจทก์ใช้เวลาติดตั้งรวม 14 ครั้ง นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2540 จนถึงวันที่ 2 กันยายน ปีเดียวกันตามรายงานเอกสารหมาย จ. 5 แต่หลังจากยื่นฟ้องจำเลยให้ชำระราคาสินค้าอีก 580,888 บาท เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2541 แล้วพนักงานของโจทก์ยังต้องเข้าไปตรวจสอบแก้ไขระบบสัญญาณป้องกันภัยที่บริษัทจำเลยอีก 7 ครั้ง นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2542 จนถึงวันที่ 19 สิงหาคม ปีเดียวกันตามรายงานเอกสารหมาย จ. 10 โดยคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ วันที่ 28 เมษายน และวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 ว่า การทำงานของระบบสัญญาณป้องกันภัยมีปัญหาทางฝ่ายโจทก์เข้าไปดำเนินการแก้ไขแล้ว จึงถือได้ว่ามีความชำรุดบกพร่องบางส่วนที่โจทก์ยังต้องแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไป ก่อนส่งมอบงานที่จำเลยสั่งซื้อและว่าจ้างให้โจทก์ติดตั้งดังกล่าว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยซึ่งเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงราคารวมทั้งสินจ้างที่ยังไม่ได้ชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 488 และ 599 ได้หรือไม่ โดยโจทก์กล่าวอ้างในฎีกาว่า เมื่อจำเลยเป็นหนี้ราคาสินค้าและสินจ้างติดตั้งระบบสัญญาณป้องกันภัย ขณะที่โจทก์เป็นหนี้ค่าเสียหายที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอันเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 380,000 บาท โจทก์ย่อมมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้กับราคาสินค้าและสินจ้างตามฟ้องซึ่งเป็นหนี้เงินตามสัญญาต่างตอบแทน จำเลยจึงต้องชำระเงิน 380,000 บาท แก่โจทก์นั้น เห็นว่า นอกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 461 จะกำหนดว่า ผู้ขายจำต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งขายนั้นให้แก่ผู้ซื้อแล้ว มาตรา 486 ยังกำหนดด้วยว่า ผู้ซื้อจำต้องรับมอบทรัพย์สินที่ตนได้รับซื้อและใช้ราคาตามข้อสัญญาซื้อขาย เมื่อสัญญาซื้อขายมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาจึงมีหน้าที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติการชำระหนี้ของตนในคราวเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติดังเช่นกรณีตามฟ้องนั้น นอกจากมาตรา 472 จะกำหนดว่าผู้ขายต้องรับผิดแล้ว มาตรา 488 ยังบัญญัติรับรองสิทธิของผู้ซื้อที่พบเห็นความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งตนได้รับซื้อไว้ว่าชอบที่จะยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระด้วย เช่นเดียวกับมาตรา 599 ในลักษณะจ้างทำของที่กำหนดว่า ในกรณีที่ส่งมอบการที่ทำชำรุดบกพร่อง ผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ขายและรับจ้างติดตั้งให้แก่จำเลยดังกล่าวนั้นยังชำรุดบกพร่องเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดแก้ไขตามหน้าที่ของผู้ขายเช่นนี้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ราคาที่ยังไม่ได้ชำระรวมทั้งสินจ้างอีก 580,888 บาท จนกว่าโจทก์จะแก้ไขความชำรุดบกพร่องนั้นให้สิ้นไปหรือหาประกันที่สมควรให้แก่จำเลยได้ตามมาตรา 488 หรือจะให้ประกันแก่จำเลยผู้ว่าจ้างตามสมควรตามความในมาตรา 599 เสียก่อน แม้จำเลยจะมิได้โต้แย้งจำนวนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดแก่โจทก์ แต่ก็อุทธรณ์อ้างสิทธิยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระโดยมีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายและศาลอุทธรณ์ก็พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่มีหนี้ที่โจทก์อาจขอหักกลบจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
1. ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ เมื่อคดีฟังได้ว่าสินค้าที่โจทก์ขายและติดตั้งให้จำเลยยังมีความชำรุดบกพร่องอยู่ จำเลยในฐานะผู้ซื้อและผู้ว่าจ้างจึงมีสิทธิที่จะยึดหน่วงราคาสินค้าและค่าจ้างติดตั้งไว้ก่อน โดยจำเลยยังไม่จำต้องชำระเงินค่าสินค้าและค่าติดตั้งให้แก่โจทก์ จนกว่าโจทก์ในฐานะผู้ขายและผู้รับจ้างจะได้แก้ไขข้อชำรุดบกพร่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 488 และ 599 ก็คงจะตอบได้ว่าเป็นการวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายตรงไปตรงมาเป็นการถูกต้องแล้ว แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงเลย เพราะโจทก์และจำเลยก็ต้องไปฟ้องร้องดำเนินคดีใหม่กันต่อไป ซึ่งย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ผู้เขียนเข้าใจว่าศาลชั้นต้นคงจะพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้ข้อพิพาททั้งสองฝ่ายยุติ ไม่ต้องเป็นความกันอีกต่อไป เนื่องจากคงเห็นว่าฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายและผู้รับจ้างมีสิทธิได้รับค่าราคาสินค้าส่วนที่เหลืออีก 580,888 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่โจทก์ฟ้อง ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ซื้อและผู้ว่าจ้างมีสิทธิได้รับชำระค่าเสียหายจากโจทก์เพราะระบบสัญญาณป้องกันภัยชำรุดบกพร่อง อันเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติพร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นคงจะนำหนี้ทั้งสองส่วนของคู่ความทั้งสองฝ่ายมาหักกลบหนี้กัน ทำให้เหลือเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 380,000 บาท ดังกล่าว การวินิจฉัยคดีเช่นนี้น่าจะถือว่าเป็นการที่ศาลพิพากษาคดีตามความยุติธรรมประการหนึ่ง แต่คดีนี้จำเลยมิได้ฟ้องแย้งเข้ามา จึงมีปัญหาว่าศาลจะทำการหักกลบหนี้เอาเองได้หรือไม่ เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5914/2533 วินิจฉัยว่าโจทก์ได้ส่งมอบงานที่เรียบร้อยบริบูรณ์ให้แก่จำเลย โจทก์ชอบที่จะเรียกให้จำเลยชำระสินจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 จำนวน 410,000 บาท แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ส่งมอบงานล่าช้า จำเลยมีสิทธิปรับโจทก์ตามสัญญาและให้หักกลบลบหนี้ออกจากค่าสินจ้างที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดแก่โจทก์ ปรากฏว่าคู่ความมิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่มีสิทธิหักกลบลบหนี้ข้อที่ว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิหักกลบลบหนี้หรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะหักกลบลบหนี้แก่โจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ว่าปัญหานี้จำเลยทั้งสองจะมิได้ฎีกาไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ กรณีต้องถือเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าโจทก์ติดตั้งเครื่องปรับอากาศตามสัญญาจ้างแล้วส่งมอบงานให้จำเลยล่าช้า จำเลยมีสิทธิปรับโจทก์เป็นรายวัน วันละ 300 บาท รวมเป็นเบี้ยปรับในกรณีที่ส่งมอบงานล่าช้า เป็นเวลา 20 วัน เป็นเงิน 6,000 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่มีวัตถุประสงค์เป็นอย่างเดียวกับมูลหนี้ที่โจทก์เรียกร้องและถึงกำหนดชำระแล้ว จำเลยชอบที่จะขอหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยการขอหักกลบลบหนี้ได้โดยไม่จำต้องฟ้องแย้งเข้ามาก่อน เมื่อหักกลบลบหนี้แล้ว จำเลยต้องชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และงวดที่ 5 ให้โจทก์เป็นเงิน 404,000 บาท ดังนั้น หากถือแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5914/2533 ในคดีตามคำพิพากษาที่หมายเหตุนี้ศาลก็น่าที่จะนำหนี้ทั้งสองจำนวนมาหักกลบลบหนี้กันได้ ซึ่งจะทำให้จำเลยต้องชดใช้เงินค่าจ้างส่วนที่เหลืออยู่ต่อโจทก์ 2. มีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายเรื่องที่จำเลยให้การและฟ้องแย้งด้วย ศาลฎีกาให้หักกลบลบหนี้เนื่องจากเพื่อความสะดวกในการบังคับคดีต่อไปนั่นเอง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2923/2525 จำเลยมีที่ดินได้เสนอโจทก์เพื่อร่วมทำโครงการจัดสรรที่ดินพร้อมบ้านกับจำเลยพร้อมอนุมัติกู้เงินเพื่อลงทุนด้วย โจทก์อนุมัติได้ทำสัญญากัน 2 ฉบับ คือสัญญากู้เงินและสัญญาให้ผู้ซื้อกู้เงินโจทก์ไปซื้อที่ดินและบ้านตามโครงการดังนี้ สัญญาฉบับหลังเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาฉบับแรก ข้อความในสัญญาแต่ละฉบับมีผลผูกพันบังคับกันได้ ดังนั้น การตีความเจตนาของคู่สัญญาจึงต้องแปลจากสัญญาทั้ง 2 ฉบับรวมกัน ไม่ใช่ยกเอาเฉพาะข้อความตอนใดตอนหนึ่งหรือสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่งมาแปลง จึงไม่ใช่นิติกรรมอำพราง และไม่ใช่สัญญากู้เงินโดยวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินอย่างเดียว สัญญาทั้ง 2 ฉบับจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนกันเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญากู้ธรรมดา คู่สัญญาแต่ฝ่ายต่างมีสิทธิและหน้าที่จะต้องปฏิบัติตอบแทนซึ่งกันและกันตามข้อความที่ระบุไว้ในสัญญา โจทก์ยอมให้จำเลยกู้เงินสูงกว่าจำนวนที่ขอกู้ในการเสนอโครงการครั้งแรกแสดงว่าได้ตกลงเปลี่ยนแปลงวงเงินกันแล้วเท่ากับเป็นการยืนยันตามข้อตกลงนั้นข้อตกลงนี้จึงผูกพันโจทก์จะปฏิเสธไม่ให้จำเลยและผู้ซื้อที่ดินกับบ้านกู้เงินถึงจำนวนดังกล่าวไม่ได้ เป็นการผิดสัญญา เมื่อต่างฝ่ายต่างมีวัตถุแห่งหนี้เป็นเงินที่จะต้องชำระซึ่งกันและกัน ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้หักกลบลบหนี้กันได้เพราะเป็นความสะดวกในการบังคับคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7221/2540 จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างระบบประปาสุขาภิบาล โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยได้บอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว โจทก์และจำเลยต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แม้ตามปกติโจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้คืนค่าผลงานที่โจทก์ได้ทำการก่อสร้างระบบประปาให้จำเลยแล้วบางส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ก็ตาม แต่ตามสัญญาระบุว่าเมื่อผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้ว บรรดางานที่ผู้รับจ้างได้ทำขึ้นและสิ่งของต่างๆ ที่ได้นำมาไว้ ณ สถานที่ทำงานจ้างนั้น โดยเฉพาะเพื่องานจ้างดังกล่าวผู้รับจ้างยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างโดยผู้รับจ้างจะเรียกร้องค่าตอบแทนและค่าเสียหายใดๆ ไม่ได้เลย ข้อตกลงนี้มีลักษณะเป็นการที่ผู้รับจ้างให้สัญญาว่าจะทำการชำระหนี้อย่างอื่นอันมิใช่จำนวนเงินให้เป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 382 แก่จำเลยผู้ว่าจ้าง ซึ่งคดีฟังได้ว่า ค่าการงานที่โจทก์ทำแล้วเสร็จมีมูลค่าเป็นเงิน 1,584,400 บาท เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยผู้ว่าจ้างกับผลงานและพฤติการณ์ของโจทก์ผู้รับจ้างปฏิบัติมาแล้ว เบี้ยปรับจำนวนดังกล่าวนับว่าสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้คืนค่าผลงานที่โจทก์ทำไปแล้วเป็นเงิน 900,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่าจ้างจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ แต่เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากก่อสร้างล่าช้า จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินประกันได้โดยชอบเป็นเงิน 163,200 บาท ตามฟ้องแย้งของจำเลย และเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี จึงให้นำหนี้ที่โจทก์ต้องชำระจำนวน 163,200 บาท และจำเลยจะต้องชำระค่าการงานมาหักกลบลบหนี้กัน คงเหลือหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 736,800 บาท ทวี ประจวบลาภ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000477.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553