คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8481/2554 ฉบับเต็ม

#513595
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8481/2554 นางสาวศศิวิมล วุฒิปัญญารัตนกุล โจทก์ นายธงชัย วุฒิปัญญารัตนกุล จำเลย ป.อ. มาตรา 358, มาตรา 362, มาตรา 365 (2) ป.วิ.อ. มาตรา 158, มาตรา 193 ทวิ คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้าม ก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้อง แต่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงและได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากบิดาตลอดมา โดยจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการครอบครองที่ดินโดยชอบ กรณีเช่นนี้หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดิน ก็ชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีสิทธิหรืออำนาจเข้าไปรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยพลการการที่จำเลยได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินแล้วทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย จึงอาจมีมูลเป็นความผิดตามฟ้องได้ เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 ที่จะรับไว้ไต่สวนมูลฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 362, 365 (2) และ 358 ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว ตามคำฟ้องเป็นเรื่องโต้แย้งกรรมสิทธิ์กันในทางแพ่งและที่ดินมีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ จึงไม่รับฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม ฟ้องของโจทก์ได้ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เห็นได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบด้วยมาตรา 362 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ดังนั้น ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นบทเบา แม้จะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อคดีได้มาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า คดีจำต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนมีคำสั่งหรือคำพิพากษาหรือไม่ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 พิจารณาแล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินตามฟ้องทั้งสองแปลงบิดาโจทก์เป็นผู้ซื้อโดยใส่ชื่อจำเลยซึ่งเป็นน้องชายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนตั้งแต่ปี 2512 และ 2521 แล้วบิดาโจทก์ครอบครองทำกินในที่ดินตลอดมาจนถึงปี 2533 ได้ยกที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องจากบิดาจนถึงปัจจุบัน เมื่อปี 2549 บิดาโจทก์และโจทก์ประสงค์ให้จำเลยเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินตามฟ้องเป็นชื่อโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยและยังฟ้องขับไล่บิดาโจทก์ออกจากที่ดินแปลงอื่นที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของแทนบิดาโจทก์อีกด้วย ต่อมาในวันเกิดเหตุจำเลยกับพวกรวม 4 คน บุกรุกเข้ามาในที่ดินดังกล่าวแล้วจำเลยใช้ให้พวก 3 คน ใช้จอบขุดยกผิวดินให้สูงขึ้น ขุดหลุมนำต้นไม้เข้ามาปลูกในที่ดินตามฟ้อง อันเป็นการรบกวนโต้แย้งสิทธิการครอบครองของโจทก์ และทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวหน้าดินและที่ดินอันเป็นการทำให้เสียทรัพย์ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องทั้งสองแปลง แต่เมื่อโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงและได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากบิดาตลอดมา โดยจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการครอบครองที่ดินโดยชอบ กรณีเช่นนี้หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดิน ก็ชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีสิทธิหรืออำนาจเข้าไปรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยพลการ ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยมิได้ดำเนินการตามกฎหมายโต้แย้งสิทธิใดๆ ในที่ดินตามฟ้อง แต่กลับไปฟ้องขับไล่บิดาโจทก์ออกจากที่ดินแปลงอื่น แล้วในวันเกิดเหตุจำเลยได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินตามฟ้องและทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย อันเป็นการบรรยายฟ้องโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์อ้างจึงอาจมีมูลเป็นความผิดตามฟ้องได้ ซึ่งพิจารณาจากฟ้องเพียงลำพังยังไม่อาจทราบได้ว่ามีมูลความจริงดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ คดีจำต้องฟังพยานหลักฐานจากการไต่สวนมูลฟ้องก่อน ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องโดยไม่มีการไต่สวนมูลฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (นวลน้อย ผลทวี-พันวะสา บัวทอง-พิศล พิรุณ) ศาลจังหวัดชลบุรี - นายชาตรี เหลืองเรือง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายจรัญ เนาวพนานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3350/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4297/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4229/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513595
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชลบุรี",
        "judge": "นายชาตรี เหลืองเรือง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายจรัญ เนาวพนานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081989199"
    }
}
date
2554
deka_no
8481/2554
deka_running_no
8481
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "นวลน้อย ผลทวี",
    "พันวะสา บัวทอง",
    "พิศล พิรุณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 358",
            "ม. 362",
            "ม. 365 (2)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158",
            "ม. 193 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวศศิวิมล วุฒิปัญญารัตนกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธงชัย วุฒิปัญญารัตนกุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 362, 365 (2) และ 358

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว ตามคำฟ้องเป็นเรื่องโต้แย้งกรรมสิทธิ์กันในทางแพ่งและที่ดินมีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ จึงไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม ฟ้องของโจทก์ได้ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เห็นได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบด้วยมาตรา 362 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ดังนั้น ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นบทเบา แม้จะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อคดีได้มาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า คดีจำต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนมีคำสั่งหรือคำพิพากษาหรือไม่ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 พิจารณาแล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินตามฟ้องทั้งสองแปลงบิดาโจทก์เป็นผู้ซื้อโดยใส่ชื่อจำเลยซึ่งเป็นน้องชายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนตั้งแต่ปี 2512 และ 2521 แล้วบิดาโจทก์ครอบครองทำกินในที่ดินตลอดมาจนถึงปี 2533 ได้ยกที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องจากบิดาจนถึงปัจจุบัน เมื่อปี 2549 บิดาโจทก์และโจทก์ประสงค์ให้จำเลยเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินตามฟ้องเป็นชื่อโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยและยังฟ้องขับไล่บิดาโจทก์ออกจากที่ดินแปลงอื่นที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของแทนบิดาโจทก์อีกด้วย ต่อมาในวันเกิดเหตุจำเลยกับพวกรวม 4 คน บุกรุกเข้ามาในที่ดินดังกล่าวแล้วจำเลยใช้ให้พวก 3 คน ใช้จอบขุดยกผิวดินให้สูงขึ้น ขุดหลุมนำต้นไม้เข้ามาปลูกในที่ดินตามฟ้อง อันเป็นการรบกวนโต้แย้งสิทธิการครอบครองของโจทก์ และทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวหน้าดินและที่ดินอันเป็นการทำให้เสียทรัพย์ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องทั้งสองแปลง แต่เมื่อโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงและได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากบิดาตลอดมา โดยจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการครอบครองที่ดินโดยชอบ กรณีเช่นนี้หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดิน ก็ชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีสิทธิหรืออำนาจเข้าไปรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยพลการ ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยมิได้ดำเนินการตามกฎหมายโต้แย้งสิทธิใดๆ ในที่ดินตามฟ้อง แต่กลับไปฟ้องขับไล่บิดาโจทก์ออกจากที่ดินแปลงอื่น แล้วในวันเกิดเหตุจำเลยได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินตามฟ้องและทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย อันเป็นการบรรยายฟ้องโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์อ้างจึงอาจมีมูลเป็นความผิดตามฟ้องได้ ซึ่งพิจารณาจากฟ้องเพียงลำพังยังไม่อาจทราบได้ว่ามีมูลความจริงดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ คดีจำต้องฟังพยานหลักฐานจากการไต่สวนมูลฟ้องก่อน ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องโดยไม่มีการไต่สวนมูลฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4297/2551
primary_red_case_no
อ4229/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000439.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3350/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554