คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2554 ฉบับเต็ม

#513623
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2554 คณะกรรมการคุ้มครองผู้ปริโภค โจทก์ บริษัทรังสิยาอินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 10 (7), มาตรา 39 ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม การแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีหน้าที่ดำเนินคดีแทนผู้บริโภคก็เท่ากับว่าผู้บริโภคได้ร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินคดีแทนตน โดยผู้บริโภคมีผลประโยชน์ในมูลความแห่งคดี และหากผู้บริโภคเป็นฝ่ายชนะคดี ศาลจะมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่ผู้บริโภค มิได้ชำระให้แก่คณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคแต่อย่างใด ดังนั้น การที่คณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ย่อมต้องถือว่าผู้บริโภคนั้นเป็นโจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องเอง ส่วนผู้ประกอบการซึ่งถูกฟ้องมีฐานะเป็นจำเลย และทั้งโจทก์และจำเลยย่อมมีฐานะเป็น "คู่ความ" ตามวิเคราะห์ศัพท์ใน ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) ดังนี้จำเลยผู้ถูกฟ้องย่อมฟ้องแย้งได้ และเมื่อฟ้องแย้งว่า จำเลยพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งให้ผู้บริโภคเข้าครอบครองอยู่อาศัยมาโดยตลอด ขอให้ผู้บริโภคชำระราคาส่วนที่เหลือจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอจะรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,394,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับเงินครั้งสุดท้าย (วันที่ 18 กันยายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ นางลาวัลย์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้บังคับผู้บริโภครับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์และชำระค่าที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์งวดสุดท้ายจำนวน 5,426,400 บาทและค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น 120,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,546,400 บาท ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากผู้บริโภคไม่ยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ ให้ผู้บริโภคใช้ค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพของทาวน์เฮาส์เป็นเงิน 1,440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้ผู้บริโภคขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากทาวน์เฮาส์ กับใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าผู้บริโภคจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากทาวน์เฮาส์แล้วเสร็จ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 135 และ 136 ตำบลทุ่งสองห้อง อำเภอหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ให้แก่นางลาวัลย์ และให้นางลาวัลย์ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 5,426,400 บาท ให้แก่จำเลยในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากนางลาวัลย์ชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นในส่วนฟ้องแย้งให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,962,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางลาวัลย์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของจำเลยก่อนว่า ฟ้องแย้งของจำเลยชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ผู้บริโภคเลือกใช้สิทธิให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยแทนผู้บริโภคแล้ว โจทก์จึงมีฐานะเป็นตัวแทนผู้บริโภค ผู้บริโภคจึงไม่ใช่บุคคลภายนอกคดี ฟ้องแย้งจึงเกี่ยวกับฟ้องเดิมนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 10 (7) ให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามที่คณะกรรมการเห็นสมควรหรือมีผู้ร้องขอตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง โดยผู้บริโภคในคดีนี้ได้ดำเนินการร้องขอต่อคณะกรรมการว่าผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้ทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ก็เท่ากับว่าผู้บริโภคได้ร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินคดีแทนตน โดยผู้บริโภคเป็นบุคคลผู้มีผลประโยชน์ในมูลความแห่งคดี อีกทั้งในคดีผู้บริโภคหากผู้บริโภคเป็นฝ่ายชนะคดี ศาลก็จะมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง มิได้ให้ชำระหนี้แก่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้ดำเนินคดีแทนแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้มีกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคขึ้นก็เพื่อการดำเนินคดีในศาลแทนผู้บริโภคเท่านั้นโดยเหตุนี้ กรณีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ฟ้องคดีแทนผู้บริโภคคนใดย่อมต้องถือว่า ผู้บริโภคคนนั้นเป็นโจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องนั่นเอง ส่วนผู้ประกอบการซึ่งถูกฟ้องย่อมมีฐานะเป็นจำเลย และทั้งโจทก์และจำเลยย่อมมีฐานะเป็น "คู่ความ" ตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) ดังนั้น จำเลยผู้ถูกฟ้องย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องแย้งผู้บริโภคให้รับผิดตามฟ้องแย้งของจำเลยได้ และเมื่อฟ้องแย้งของจำเลยแสดงสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยพร้อมที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์พิพาทดังกล่าวให้แก่ผู้บริโภคในวันที่ 1 มีนาคม 2547 แต่ผู้บริโภคไม่ยอมรับโอน ผู้บริโภคจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้บริโภคเข้าอยู่อาศัยมาโดยตลอด จึงขอให้บังคับผู้บริโภครับโอนพร้อมชำระราคาในส่วนที่เหลือในวันโอนกรรมสิทธิ์ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่พอจะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์คดีนี้คือคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ส่วนนางลาวัลย์ผู้บริโภคเป็นบุคคลภายนอก มิใช่คู่ความ จำเลยฟ้องแย้งให้บุคคลภายนอกรับผิด จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้องแย้งมาโดยไม่ชอบ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยหรือผู้บริโภคเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 219 วรรคสอง ประกอบพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญากระทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภค จำเลยจึงไม่อาจบังคับตามฟ้องแย้งได้ และเมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแทนผู้บริโภคแล้ว ย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจะต้องใช้เงินคืนให้แก่ผู้บริโภคตามที่ได้รับไว้ มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคนับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินไปจากผู้บริโภคหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา มีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมและหากมีเงินอันจะต้องใช้คืน ให้บวกดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้เข้าด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ดังนั้น จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคนับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินค่าราคาทาวน์เฮาส์ไปจากผู้บริโภคเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคนับแต่วันที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย คือวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 18 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางลาวัลย์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-พรเพชร วิชิตชลชัย) ศาลแพ่ง - นายลือเดช ทับทิมพรรณ์ ศาลอุทธรณ์ - นายพอพันธุ์ คิดจิตต์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา 16/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1290/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1555/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513623
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายลือเดช ทับทิมพรรณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพอพันธุ์ คิดจิตต์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081990464"
    }
}
date
2554
deka_no
3745/2554
deka_running_no
3745
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "พรเพชร วิชิตชลชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 10 (7)",
            "ม. 39"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "คณะกรรมการคุ้มครองผู้ปริโภค"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทรังสิยาอินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,394,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับเงินครั้งสุดท้าย (วันที่ 18 กันยายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ นางลาวัลย์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้บังคับผู้บริโภครับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์และชำระค่าที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์งวดสุดท้ายจำนวน 5,426,400 บาทและค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น 120,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,546,400 บาท ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากผู้บริโภคไม่ยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ ให้ผู้บริโภคใช้ค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพของทาวน์เฮาส์เป็นเงิน 1,440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้ผู้บริโภคขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากทาวน์เฮาส์ กับใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าผู้บริโภคจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากทาวน์เฮาส์แล้วเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 135 และ 136 ตำบลทุ่งสองห้อง อำเภอหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ให้แก่นางลาวัลย์ และให้นางลาวัลย์ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 5,426,400 บาท ให้แก่จำเลยในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากนางลาวัลย์ชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นในส่วนฟ้องแย้งให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,962,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางลาวัลย์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของจำเลยก่อนว่า ฟ้องแย้งของจำเลยชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ผู้บริโภคเลือกใช้สิทธิให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยแทนผู้บริโภคแล้ว โจทก์จึงมีฐานะเป็นตัวแทนผู้บริโภค ผู้บริโภคจึงไม่ใช่บุคคลภายนอกคดี ฟ้องแย้งจึงเกี่ยวกับฟ้องเดิมนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 10 (7) ให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามที่คณะกรรมการเห็นสมควรหรือมีผู้ร้องขอตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง โดยผู้บริโภคในคดีนี้ได้ดำเนินการร้องขอต่อคณะกรรมการว่าผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้ทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ก็เท่ากับว่าผู้บริโภคได้ร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินคดีแทนตน โดยผู้บริโภคเป็นบุคคลผู้มีผลประโยชน์ในมูลความแห่งคดี อีกทั้งในคดีผู้บริโภคหากผู้บริโภคเป็นฝ่ายชนะคดี ศาลก็จะมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง มิได้ให้ชำระหนี้แก่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้ดำเนินคดีแทนแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้มีกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคขึ้นก็เพื่อการดำเนินคดีในศาลแทนผู้บริโภคเท่านั้นโดยเหตุนี้ กรณีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ฟ้องคดีแทนผู้บริโภคคนใดย่อมต้องถือว่า ผู้บริโภคคนนั้นเป็นโจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องนั่นเอง ส่วนผู้ประกอบการซึ่งถูกฟ้องย่อมมีฐานะเป็นจำเลย และทั้งโจทก์และจำเลยย่อมมีฐานะเป็น "คู่ความ" ตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) ดังนั้น จำเลยผู้ถูกฟ้องย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องแย้งผู้บริโภคให้รับผิดตามฟ้องแย้งของจำเลยได้ และเมื่อฟ้องแย้งของจำเลยแสดงสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยพร้อมที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์พิพาทดังกล่าวให้แก่ผู้บริโภคในวันที่ 1 มีนาคม 2547 แต่ผู้บริโภคไม่ยอมรับโอน ผู้บริโภคจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้บริโภคเข้าอยู่อาศัยมาโดยตลอด จึงขอให้บังคับผู้บริโภครับโอนพร้อมชำระราคาในส่วนที่เหลือในวันโอนกรรมสิทธิ์ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่พอจะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์คดีนี้คือคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ส่วนนางลาวัลย์ผู้บริโภคเป็นบุคคลภายนอก มิใช่คู่ความ จำเลยฟ้องแย้งให้บุคคลภายนอกรับผิด จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้องแย้งมาโดยไม่ชอบ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยหรือผู้บริโภคเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 219 วรรคสอง ประกอบพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญากระทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภค จำเลยจึงไม่อาจบังคับตามฟ้องแย้งได้ และเมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแทนผู้บริโภคแล้ว ย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจะต้องใช้เงินคืนให้แก่ผู้บริโภคตามที่ได้รับไว้

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคนับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินไปจากผู้บริโภคหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา มีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมและหากมีเงินอันจะต้องใช้คืน ให้บวกดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้เข้าด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ดังนั้น จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคนับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินค่าราคาทาวน์เฮาส์ไปจากผู้บริโภคเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคนับแต่วันที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย คือวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 18 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางลาวัลย์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1290/2548
primary_red_case_no
พ1555/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000450.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
16/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554