คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15549/2553 ฉบับเต็ม

#513636
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15549/2553 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ นายพรพัก จวนชัยภูมิ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาที่คัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้ายทุกตัว ต่างแต่ลักษณะตัวอักษรที่ใช้ในการพิมพ์ มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบและมีเหตุผลประกอบข้อโต้แย้งอย่างไร ทั้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมีขึ้นก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษา จึงไม่อาจโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ล่วงหน้าได้อยู่ในตัว ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 883,321.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 740,553.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ให้บังคับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 622 ตำบลศรีเมืองชุม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับชำระหนี้โจทก์จำนวน 883,321.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 740,543.30 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2538 ขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 26 ตุลาคม 2538 คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 11,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 883,321.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 740,543.30 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2538 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ระหว่างฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาค้ำประกันโดยถูกหลอกลวง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ถูกหลอกลวงให้เข้าทำสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 บัญญัติว่า "ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้ชัดแจ้งในฎีกา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์..." ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาที่คัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้ายทุกตัว ต่างแต่ลักษณะตัวอักษรที่ใช้ในการพิมพ์ มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบและมีเหตุผลประกอบข้อโต้แย้งอย่างไร ทั้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้มีขึ้นก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษา จึงไม่อาจโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ล่วงหน้าได้อยู่ในตัว ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลยที่ 2 ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ (ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์-ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล-ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร) ศาลจังหวัดเชียงราย - นายเดชา คำสิทธิ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายชนินทร์ ใช้ปัญญา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.639/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ487/2538 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3812/2541 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513636
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงราย",
        "judge": "นายเดชา คำสิทธิ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายชนินทร์ ใช้ปัญญา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992253"
    }
}
date
2553
deka_no
15549/2553
deka_running_no
15549
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์",
    "ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล",
    "ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพรพัก จวนชัยภูมิ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 883,321.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 740,553.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ให้บังคับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 622 ตำบลศรีเมืองชุม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับชำระหนี้โจทก์จำนวน 883,321.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 740,543.30 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2538 ขอให้ศาลพิพากษาตามยอม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 26 ตุลาคม 2538 คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 11,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 883,321.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 740,543.30 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2538 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ระหว่างฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาค้ำประกันโดยถูกหลอกลวง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ถูกหลอกลวงให้เข้าทำสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 บัญญัติว่า "ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้ชัดแจ้งในฎีกา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์..." ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาที่คัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้ายทุกตัว ต่างแต่ลักษณะตัวอักษรที่ใช้ในการพิมพ์ มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบและมีเหตุผลประกอบข้อโต้แย้งอย่างไร ทั้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้มีขึ้นก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษา จึงไม่อาจโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ล่วงหน้าได้อยู่ในตัว ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลยที่ 2 ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ487/2538
primary_red_case_no
พ3812/2541
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000466.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.639/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553