คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7713/2554 ฉบับเต็ม

#513645
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7713/2554 พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว โจทก์ นางสาวอัจฉราภัณฑ์ ก้านเหลือง กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, มาตรา 72 ตรี วรรคสอง, มาตรา 74 ทวิ ป.ที่ดิน มาตรา 9, มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 158, มาตรา 186 (9), มาตรา 195 วรรคสอง ป.อ. มาตรา 18 ป.วิ.อ. มาตรา 158 บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมีรายการต่าง ๆ ที่จะต้องมีในคำฟ้องอีกรวม 7 อนุมาตรา แต่มิได้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขอให้ศาลสั่งริบว่าจะต้องมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เมื่อโจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องว่าเจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมกับยึดเครื่องสูบน้ำเป็นของกลางและมีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าวจึงเป็นการเพียงพอแล้ว ไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้องว่าเป็นของผู้ใดและใช้ในการกระทำความผิดอย่างไร เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลางแล้ว แต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยว่าจะริบเครื่องสูบน้ำของกลางหรือไม่ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และการริบทรัพย์สินแม้ ป.อ. มาตรา 18 จะบัญญัติว่าเป็นโทษสถานหนึ่ง แต่เป็นโทษที่มุ่งถึงตัวทรัพย์เป็นสำคัญต่างกับโทษสถานอื่นซึ่งแม้จำเลยจะไม่ได้กระทำความผิดหรือกระทำความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ ศาลก็มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินของกลางได้ จึงมิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมมีอำนาจสั่งริบของกลางได้ ___________________________ คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1517/2547 และ 1594/2547 แต่คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้และให้เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ, พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี, พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 4, 32, 33, 41, 42, 43, 99, 112, 113, 115 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 และบริวารออกไปจากป่า ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และความผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความนำสืบรับกันและที่มิได้อุทธรณ์ ฎีกา รับฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน จึงเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน และเป็นป่าตามความหมายของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุเนื้อที่ 100 ไร่ โดยการปลูกสร้างอาคารที่พักขนาดใหญ่ 2 หลัง พร้อมที่จอดรถ อาคารโรงเก็บเครื่องสูบน้ำ 1 หลัง ขุดสระกักเก็บน้ำ 1 สระ และปลูกพืชไร่ จำพวกส้ม และลำไย สำหรับในปัญหาที่ว่าที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูแลนคาด้านทิศใต้หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงเป็นการขาดเจตนายึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัทไร่อุไรวรรณ จำกัด จำเลยที่ 2 มิได้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุนั้น จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ยอมรับว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ มิได้อุทธรณ์คัดค้านว่าจำเลยที่ 2 มิได้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อไปมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สั่งริบเครื่องสูบน้ำของกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า เครื่องสูบน้ำดังกล่าวเป็นทรัพย์รายการที่ 5 ตามบัญชีอุปกรณ์อาคารสิ่งปลูกสร้างและต้นส้มเขียวหวานท้ายบันทึกการตรวจค้น ยึด จับกุม จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานป่าไม้ยึดเครื่องสูบน้ำดังกล่าวไว้เป็นของกลางแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานป่าไม้ส่งบันทึกการจับกุมพร้อมผู้ต้องหาให้แก่พนักงานสอบสวน จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานป่าไม้มอบของกลางแก่พนักงานสอบสวนแล้วเช่นเดียวกัน แม้เครื่องสูบน้ำของกลางจะยังคงอยู่ในที่ดินที่เกิดเหตุและเมื่อตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ บัญญัติว่า บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 11 มาตรา 48 มาตรา 54 หรือมาตรา 69 ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ และตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคท้าย บัญญัติว่า บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดดังกล่าว ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น เมื่อทางพิจารณารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินของรัฐและเป็นป่า โดยการปลูกส้ม ลำไย ก่อสร้างอาคารที่พักและขุดสระน้ำ เครื่องสูบน้ำดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิด จึงต้องริบตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาต่อประการต่อไปว่า โจทก์ไม่บรรยายว่าเครื่องสูบน้ำเป็นของผู้ใด และใช้ในการกระทำความผิดอย่างไร เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมีรายการต่าง ๆ ที่จะต้องมีในคำฟ้องอีกรวม 7 อนุมาตรา แต่มิได้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขอให้ศาลสั่งริบว่าจะต้องมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เมื่อโจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมกับยึดเครื่องสูบน้ำเป็นของกลางและมีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าว จึงเป็นการเพียงพอแล้ว ไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้องว่า เป็นของผู้ใดและใช้ในการกระทำความผิดอย่างไร ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลาง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับมีคำสั่งให้ริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าวจึงเป็นการเกินคำขอและการริบของกลางเป็นโทษสถานหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สั่งริบเครื่องสูบน้ำของกลางจึงเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลางที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิดแต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยว่าจะริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าวหรือไม่ ไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วแต่ไม่เห็นสมควรริบเครื่องสูบน้ำของกลาง คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และการริบทรัพย์สินแม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 จะบัญญัติว่าเป็นโทษสถานหนึ่ง แต่เป็นโทษที่มุ่งถึงตัวทรัพย์สินเป็นสำคัญต่างกับโทษสถานอื่นซึ่งแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไม่ได้กระทำความผิดหรือกระทำความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ ศาลก็มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินของกลางได้ จึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (สุริยง ลิ้มสถิรานันท์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-ตรีวุฒิ สาขากร) ศาลจังหวัดภูเขียว - นายกอบชัย ชูโต ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายพิชัยวัฒน์ อุตะเดช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก สิ่งแวดล้อม หมายเลขคดีดำศาลฎีกา สว.(อ)134/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1517/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ506/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513645
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดภูเขียว",
        "judge": "นายกอบชัย ชูโต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายพิชัยวัฒน์ อุตะเดช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081989327"
    }
}
date
2554
deka_no
7713/2554
deka_running_no
7713
deka_year
2554
department
สิ่งแวดล้อม
judges
[
    "สุริยง ลิ้มสถิรานันท์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "ตรีวุฒิ สาขากร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484",
        "sections": [
            "ม. 54",
            "ม. 72 ตรี วรรคสอง",
            "ม. 74 ทวิ"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 9",
            "ม. 108 ทวิ วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158",
            "ม. 186 (9)",
            "ม. 195 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 18"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวอัจฉราภัณฑ์ ก้านเหลือง กับพวก"
    }
]
long_text
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1517/2547 และ 1594/2547 แต่คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้และให้เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ, พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี, พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 4, 32, 33, 41, 42, 43, 99, 112, 113, 115 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 และบริวารออกไปจากป่า ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และความผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความนำสืบรับกันและที่มิได้อุทธรณ์ ฎีกา รับฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน จึงเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน และเป็นป่าตามความหมายของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุเนื้อที่ 100 ไร่ โดยการปลูกสร้างอาคารที่พักขนาดใหญ่ 2 หลัง พร้อมที่จอดรถ อาคารโรงเก็บเครื่องสูบน้ำ 1 หลัง ขุดสระกักเก็บน้ำ 1 สระ และปลูกพืชไร่ จำพวกส้ม และลำไย สำหรับในปัญหาที่ว่าที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูแลนคาด้านทิศใต้หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงเป็นการขาดเจตนายึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัทไร่อุไรวรรณ จำกัด จำเลยที่ 2 มิได้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุนั้น จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ยอมรับว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ มิได้อุทธรณ์คัดค้านว่าจำเลยที่ 2 มิได้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อไปมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สั่งริบเครื่องสูบน้ำของกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า เครื่องสูบน้ำดังกล่าวเป็นทรัพย์รายการที่ 5 ตามบัญชีอุปกรณ์อาคารสิ่งปลูกสร้างและต้นส้มเขียวหวานท้ายบันทึกการตรวจค้น ยึด จับกุม จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานป่าไม้ยึดเครื่องสูบน้ำดังกล่าวไว้เป็นของกลางแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานป่าไม้ส่งบันทึกการจับกุมพร้อมผู้ต้องหาให้แก่พนักงานสอบสวน จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานป่าไม้มอบของกลางแก่พนักงานสอบสวนแล้วเช่นเดียวกัน แม้เครื่องสูบน้ำของกลางจะยังคงอยู่ในที่ดินที่เกิดเหตุและเมื่อตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ บัญญัติว่า บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 11 มาตรา 48 มาตรา 54 หรือมาตรา 69 ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ และตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคท้าย บัญญัติว่า บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดดังกล่าว ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น เมื่อทางพิจารณารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินของรัฐและเป็นป่า โดยการปลูกส้ม ลำไย ก่อสร้างอาคารที่พักและขุดสระน้ำ เครื่องสูบน้ำดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิด จึงต้องริบตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาต่อประการต่อไปว่า โจทก์ไม่บรรยายว่าเครื่องสูบน้ำเป็นของผู้ใด และใช้ในการกระทำความผิดอย่างไร เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมีรายการต่าง ๆ ที่จะต้องมีในคำฟ้องอีกรวม 7 อนุมาตรา แต่มิได้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขอให้ศาลสั่งริบว่าจะต้องมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เมื่อโจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมกับยึดเครื่องสูบน้ำเป็นของกลางและมีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าว จึงเป็นการเพียงพอแล้ว ไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้องว่า เป็นของผู้ใดและใช้ในการกระทำความผิดอย่างไร

ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลาง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับมีคำสั่งให้ริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าวจึงเป็นการเกินคำขอและการริบของกลางเป็นโทษสถานหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สั่งริบเครื่องสูบน้ำของกลางจึงเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลางที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิดแต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยว่าจะริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าวหรือไม่ ไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วแต่ไม่เห็นสมควรริบเครื่องสูบน้ำของกลาง คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และการริบทรัพย์สินแม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 จะบัญญัติว่าเป็นโทษสถานหนึ่ง แต่เป็นโทษที่มุ่งถึงตัวทรัพย์สินเป็นสำคัญต่างกับโทษสถานอื่นซึ่งแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไม่ได้กระทำความผิดหรือกระทำความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ ศาลก็มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินของกลางได้ จึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1517/2547
primary_red_case_no
อ506/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000440.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
สว.(อ)134/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554