คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8698/2554 ฉบับเต็ม

#513649
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8698/2554 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่ โจทก์ บริษัทสุเทพพรอพเพอร์ตี้ จำกัด โจทก์ร่วม นายทรงศักดิ์ วัฒนพูน กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (14), มาตรา 15, มาตรา 30, มาตรา 216 ป.วิ.พ. มาตรา 23 สิทธิในการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เพื่อใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 นั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาจึงเป็นเรื่องเฉพาะของตัวโจทก์เท่านั้น ไม่มีผลถึงโจทก์ร่วมแต่อย่างใด โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่า คดีมีเอกสารมากมายและมีความซับซ้อน ทนายความโจทก์ร่วมต้องใช้ระยะเวลาเพื่อรวบรวมถ้อยคำสำนวนและพยานเอกสารต่าง ๆ จากโจทก์ร่วม และติดต่อพนักงานอัยการเพื่อรวบรวมถ้อยคำสำนวนให้ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ร่วม ถือเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์ร่วมที่ไม่รวบรวมเอกสารเพื่อทำฎีกายื่นต่อศาลแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่จะอนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ ___________________________ คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2552 ครั้นวันที่ 15 ธันวาคม 2552 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกามีกำหนด 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาไว้ เพิ่งยื่นคำร้องครั้งนี้เป็นครั้งแรก เป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาโดยไม่มีเหตุสุดวิสัย ยกคำร้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้โจทก์ร่วมหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่าสิทธิในการดำเนินคดีของโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นอันเดียวกันและไม่สามารถแบ่งแยกกันได้การฟ้องคดีของโจทก์ถือว่าฟ้องแทนโจทก์ร่วม การใช้สิทธิของโจทก์จึงถือว่าเป็นการทำแทนโจทก์ร่วม การขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาจึงเป็นการใช้สิทธิของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยแท้ที่ถูกใช้โดยพนักงานอัยการเป็นสิทธิที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมิใช่เป็นสิทธิของโจทก์แต่ละคน เมื่อโจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครบกำหนดวันที่ 15 ธันวาคม 2552 จึงถือว่าเป็นการกระทำแทนโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมสามารถที่จะรับเอาประโยชน์จากการกระทำนั้นได้เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (14) ให้ความหมายของคำว่า "โจทก์" ว่า หมายความถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาลหรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน และโจทก์ร่วมเข้ามาดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ก็ตาม แต่สิทธิในการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพื่อใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 นั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2552 จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของโจทก์เท่านั้น ไม่มีผลถึงโจทก์ร่วมแต่อย่างใด การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อสิ้นระยะเวลาฎีกาสำหรับโจทก์ร่วมแล้ว ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้เฉพาะเมื่อมีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่า คดีมีเอกสารมากมายและมีความซับซ้อน ทนายความโจทก์ร่วมต้องใช้ระยะเวลาเพื่อรวบรวมถ้อยคำสำนวนและพยานเอกสารต่าง ๆ จากโจทก์ร่วม และติดต่อพนักงานอัยการเพื่อรวบรวมถ้อยคำสำนวนให้ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ร่วม ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวถือเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์ร่วมที่ไม่รวบรวมเอกสารเพื่อทำฎีกายื่นต่อศาลแต่เนิ่น ๆ กรณีจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่จะอนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (โสฬส สุวรรณเนตร์-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-ศิริชัย สวัสดิ์มงคล) ศาลแขวงเชียงใหม่ - นายสุรศักดิ์ สีตะวัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายสมนึก พานิช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1432/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3174/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3206/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513649
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงเชียงใหม่",
        "judge": "นายสุรศักดิ์ สีตะวัน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายสมนึก พานิช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081989092"
    }
}
date
2554
deka_no
8698/2554
deka_running_no
8698
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "โสฬส สุวรรณเนตร์",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "ศิริชัย สวัสดิ์มงคล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (14)",
            "ม. 15",
            "ม. 30",
            "ม. 216"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัทสุเทพพรอพเพอร์ตี้ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทรงศักดิ์ วัฒนพูน กับพวก"
    }
]
long_text
คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2552 ครั้นวันที่ 15 ธันวาคม 2552 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกามีกำหนด 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาไว้ เพิ่งยื่นคำร้องครั้งนี้เป็นครั้งแรก เป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาโดยไม่มีเหตุสุดวิสัย ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้โจทก์ร่วมหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่าสิทธิในการดำเนินคดีของโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นอันเดียวกันและไม่สามารถแบ่งแยกกันได้การฟ้องคดีของโจทก์ถือว่าฟ้องแทนโจทก์ร่วม การใช้สิทธิของโจทก์จึงถือว่าเป็นการทำแทนโจทก์ร่วม การขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาจึงเป็นการใช้สิทธิของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยแท้ที่ถูกใช้โดยพนักงานอัยการเป็นสิทธิที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมิใช่เป็นสิทธิของโจทก์แต่ละคน เมื่อโจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครบกำหนดวันที่ 15 ธันวาคม 2552 จึงถือว่าเป็นการกระทำแทนโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมสามารถที่จะรับเอาประโยชน์จากการกระทำนั้นได้เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (14) ให้ความหมายของคำว่า "โจทก์" ว่า หมายความถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาลหรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน และโจทก์ร่วมเข้ามาดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ก็ตาม แต่สิทธิในการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพื่อใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 นั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2552 จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของโจทก์เท่านั้น ไม่มีผลถึงโจทก์ร่วมแต่อย่างใด การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อสิ้นระยะเวลาฎีกาสำหรับโจทก์ร่วมแล้ว ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้เฉพาะเมื่อมีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่า คดีมีเอกสารมากมายและมีความซับซ้อน ทนายความโจทก์ร่วมต้องใช้ระยะเวลาเพื่อรวบรวมถ้อยคำสำนวนและพยานเอกสารต่าง ๆ จากโจทก์ร่วม และติดต่อพนักงานอัยการเพื่อรวบรวมถ้อยคำสำนวนให้ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ร่วม ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวถือเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์ร่วมที่ไม่รวบรวมเอกสารเพื่อทำฎีกายื่นต่อศาลแต่เนิ่น ๆ กรณีจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่จะอนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3174/2544
primary_red_case_no
อ3206/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000438.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1432/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554