คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13412/2553 ฉบับเต็ม

#513973
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13412/2553 พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์ นายสมศักดิ์ กล้าหาญ โจทก์ร่วม นางธัญภา สุขประเสร็ฐ หรือสินสายรัมย์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 341 ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2), มาตรา 43 พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และการที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งในความผิดฐานฉ้อโกงที่โจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือให้เงินแก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย ประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา 43 และ พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2528 มิได้บัญญัติให้อำนาจพนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิยื่นคำขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือใช้เงินในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ จึงต้องยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 450/2551 และ 451/251 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 220,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา นายสมศักดิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฉ้อโกง) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้เงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 450/2551 และ 451/2551 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากทั้งสองคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และการที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งในความผิดฐานฉ้อโกงที่โจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มิได้บัญญัติให้อำนาจพนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิยื่นคำขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือใช้เงินในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ จึงต้องยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี คือต้องการให้ความคุ้มครองแก่คนหางานซึ่งส่วนมากเป็นคนจนไม่ให้ถูกหลอกว่าจะได้ไปทำงานในต่างประเทศโดยต้องเสียเงินเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมาก อันจะส่งผลให้ได้รับความเดือดร้อนทั้งในส่วนตัวและครอบครัว การกระทำความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปทำงานในต่างประเทศได้จึงเป็นการกระทำความผิดร้ายแรง สมควรลงโทษผู้กระทำความผิดให้เด็ดขาดจะได้เข็ดหลาบไม่กล้ากระทำความผิดก่อความเดือดร้อนแก่สังคมอีก คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แต่ก็เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่งชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ร่วมในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียจากสารบบความ ยกคำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (อนันต์ ชุมวิสูตร-วรพจน์ วิไลชนม์-นิพนธ์ ใจสำราญ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
513973
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992613"
    }
}
date
2553
deka_no
13412/2553
deka_running_no
13412
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "อนันต์ ชุมวิสูตร",
    "วรพจน์ วิไลชนม์",
    "นิพนธ์ ใจสำราญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 341"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (2)",
            "ม. 43"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 91 ตรี"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายสมศักดิ์ กล้าหาญ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางธัญภา สุขประเสร็ฐ หรือสินสายรัมย์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 450/2551 และ 451/251 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 220,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายสมศักดิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฉ้อโกง)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้เงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 450/2551 และ 451/2551 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากทั้งสองคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และการที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งในความผิดฐานฉ้อโกงที่โจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มิได้บัญญัติให้อำนาจพนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิยื่นคำขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือใช้เงินในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ จึงต้องยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี คือต้องการให้ความคุ้มครองแก่คนหางานซึ่งส่วนมากเป็นคนจนไม่ให้ถูกหลอกว่าจะได้ไปทำงานในต่างประเทศโดยต้องเสียเงินเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมาก อันจะส่งผลให้ได้รับความเดือดร้อนทั้งในส่วนตัวและครอบครัว การกระทำความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปทำงานในต่างประเทศได้จึงเป็นการกระทำความผิดร้ายแรง สมควรลงโทษผู้กระทำความผิดให้เด็ดขาดจะได้เข็ดหลาบไม่กล้ากระทำความผิดก่อความเดือดร้อนแก่สังคมอีก คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แต่ก็เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่งชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ร่วมในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียจากสารบบความ ยกคำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000469.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553