คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7501/2554 ฉบับเต็ม

#514204
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7501/2554 บริษัทเฟิสท์ ทรานสปอร์ต จำกัด โจทก์ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โดยนายอัมพร นีละโยธิน กับพวก จำเลย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 การกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างกระทำการใดๆ ที่เป็นการลดทอนความเข้มแข็งขององค์กรลูกจ้างซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาและคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับการจ้าง การจัดสวัสดิการและการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ว่าจะเลิกจ้างหรือกระทำการใดๆ อันเป็นผลให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงานหรือกรรมการสหพันธ์แรงงานไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวต้องมาจากเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานได้ดำเนินการตามมาตรา 121 (1) (2) หรือขัดขวางการเข้าหรือออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ขัดขวางการดำเนินการของสหภาพแรงงาน หรือขัดขวางการใช้สิทธิ์ของลูกจ้างในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือแทรกแซงในการดำเนินการของสหภาพแรงงานโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 121 (3) (4) และ (5) การที่ลูกจ้างเคยร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและยื่นฟ้องนายจ้างต่อศาลแรงงานกลาง และการที่นายจ้างมีคำสั่งให้ลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขับรถประจำที่สถานประกอบการโดยไม่ต้องทำหน้าที่ขับรถรับส่งนักท่องเที่ยว ก็มิได้เนื่องมาจากเหตุที่ลูกจ้างกระทำการสืบเนื่องเกี่ยวข้องในฐานะส่วนหนึ่งของสมาชิกสหภาพแรงงาน นายจ้างจึงมิได้กระทำการใดๆ ต่อลูกจ้างเพื่อลดความเข้มแข็งขององค์กรลูกจ้างดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 แต่อย่างใด จึงมิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 แห่งบทกฎหมายดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ขอเพิกถอนคำสั่งที่ 146 - 147/2547 ฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ของจำเลยทั้งเก้าในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า การกระทำของโจทก์เป็นการใช้อำนาจในการบริหารจัดการ ภายในองค์กรประกอบกับคำสั่งของโจทก์ได้สั่งหลังจากนายสมคิดและนายพิริยกร ฟ้องเรียกค่าทำงานล่วงเวลาย้อนหลัง 2 ปี จากโจทก์ ซึ่งถือว่ามีเหตุผลที่รับฟังได้ หากเป็นจริงตามข้อวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าโจทก์น่าจะไม่มอบหมายงานให้นายสมคิดและนายพิริยกร ทำทันทีที่บุคคลทั้งสองเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานดังกล่าว ข้อวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 146 - 147/2547 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ของจำเลยทั้งเก้าในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างกระทำการใดๆ ที่เป็นการลดทอนความเข้มแข็งขององค์กรลูกจ้างซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาและคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับการจ้าง การจัดสวัสดิการและการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ว่าจะเลิกจ้างหรือกระทำการใดๆ อันเป็นผลให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน หรือกรรมการสหพันธ์แรงงาน ไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวต้องมาจากเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานได้ดำเนินการตามมาตรา 121 (1) (2) หรือขัดขวางการเข้าหรือออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ขัดขวางการดำเนินการของสหภาพแรงงาน หรือขัดขวางการใช้สิทธิของลูกจ้างในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือแทรกแซงในการดำเนินการของสหภาพแรงงานโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 121 (3) (4) และ (5) ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า แม้นายสมคิดกับนายพิริยกรจะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานพนักงานขนส่งและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานในสถานประกอบการของโจทก์ แต่การที่นายสมคิดกับนายพิริยกรเคยร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางอันเป็นการเรียกร้องสิทธิส่วนบุคคลเฉพาะตนของลูกจ้าง และการที่โจทก์มีคำสั่งให้นายสมคิดกับนายพิริยกรประจำที่สถานประกอบการโดยไม่ต้องทำหน้าที่ขับรถรับส่งนักท่องเที่ยว ก็มิได้เนื่องมาจากเหตุที่บุคคลทั้งสองกระทำการสืบเนื่องเกี่ยวข้องในฐานะส่วนหนึ่งของสมาชิกสหภาพแรงงาน นายจ้างจึงมิได้กระทำการใดๆ ต่อบุคคลทั้งสองเพื่อลดทอนความเข้มแข็งขององค์กรลูกจ้างดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 แต่อย่างใด การที่โจทก์ให้นายสมคิดกับนายพิริยกรประจำที่สถานประกอบการดังกล่าว จึงมิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 แห่งบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 146 - 147/2547 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ธีระพงศ์ จิระภาค-ดิเรก อิงคนินันท์-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล) ศาลแรงงานกลาง - นายประเวศ อัศวรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.723/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ6465/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3700/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
514204
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายประเวศ อัศวรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081989440"
    }
}
date
2554
deka_no
7501/2554
deka_running_no
7501
deka_year
2554
department
แรงงาน
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 121"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเฟิสท์ ทรานสปอร์ต จำกัด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "โดยนายอัมพร นีละโยธิน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ขอเพิกถอนคำสั่งที่ 146 - 147/2547 ฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ของจำเลยทั้งเก้าในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า การกระทำของโจทก์เป็นการใช้อำนาจในการบริหารจัดการ ภายในองค์กรประกอบกับคำสั่งของโจทก์ได้สั่งหลังจากนายสมคิดและนายพิริยกร ฟ้องเรียกค่าทำงานล่วงเวลาย้อนหลัง 2 ปี จากโจทก์ ซึ่งถือว่ามีเหตุผลที่รับฟังได้ หากเป็นจริงตามข้อวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าโจทก์น่าจะไม่มอบหมายงานให้นายสมคิดและนายพิริยกร ทำทันทีที่บุคคลทั้งสองเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานดังกล่าว ข้อวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 146 - 147/2547 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ของจำเลยทั้งเก้าในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างกระทำการใดๆ ที่เป็นการลดทอนความเข้มแข็งขององค์กรลูกจ้างซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาและคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับการจ้าง การจัดสวัสดิการและการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ว่าจะเลิกจ้างหรือกระทำการใดๆ อันเป็นผลให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน หรือกรรมการสหพันธ์แรงงาน ไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวต้องมาจากเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานได้ดำเนินการตามมาตรา 121 (1) (2) หรือขัดขวางการเข้าหรือออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ขัดขวางการดำเนินการของสหภาพแรงงาน หรือขัดขวางการใช้สิทธิของลูกจ้างในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือแทรกแซงในการดำเนินการของสหภาพแรงงานโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 121 (3) (4) และ (5) ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า แม้นายสมคิดกับนายพิริยกรจะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานพนักงานขนส่งและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานในสถานประกอบการของโจทก์ แต่การที่นายสมคิดกับนายพิริยกรเคยร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางอันเป็นการเรียกร้องสิทธิส่วนบุคคลเฉพาะตนของลูกจ้าง และการที่โจทก์มีคำสั่งให้นายสมคิดกับนายพิริยกรประจำที่สถานประกอบการโดยไม่ต้องทำหน้าที่ขับรถรับส่งนักท่องเที่ยว ก็มิได้เนื่องมาจากเหตุที่บุคคลทั้งสองกระทำการสืบเนื่องเกี่ยวข้องในฐานะส่วนหนึ่งของสมาชิกสหภาพแรงงาน นายจ้างจึงมิได้กระทำการใดๆ ต่อบุคคลทั้งสองเพื่อลดทอนความเข้มแข็งขององค์กรลูกจ้างดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 แต่อย่างใด การที่โจทก์ให้นายสมคิดกับนายพิริยกรประจำที่สถานประกอบการดังกล่าว จึงมิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 แห่งบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 146 - 147/2547

ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ6465/2547
primary_red_case_no
พ3700/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000441.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.723/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554