คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10521/2554 ฉบับเต็ม

#514210
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10521/2554 พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ นายประสพโชค อิ่มทั่ว กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 32, มาตรา 33, มาตรา 83, มาตรา 91 ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 212, มาตรา 225 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, มาตรา 15 วรรคสาม (2), มาตรา 66 วรรคสอง แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด ที่จำหน่ายให้แก่สายลับมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า เมทแอมเฟตามีนของกลาง 160 เม็ด ที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีน้ำหนัก 14.86 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.847 กรัม ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป อันเป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง และเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่โจทก์บรรยายฟ้อง และเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงคำนวณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด ดังกล่าวได้เช่นเดียวกันว่าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.5338 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป กรณีจึงลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ได้ ซึ่งตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ตามผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและขวดพลาสติกสีขาวของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปีและปรับ 400,000 บาท มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือนและปรับ 300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือนและปรับ 300,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับมีกำหนดไม่เกินหนึ่งปี ริบเมทแอมเฟตามีนและขวดพลาสติกสีขาวของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 160 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัดให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 6,000 บาท เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 6,000 บาท เป็นของกลาง จากนั้นดาบตำรวจสมชายเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมกับพวกพาจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ด้วยและยึดเมทแอมเฟตามีนบรรจุในขวดพลาสติกสีขาวอีก 130 เม็ด เป็นของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 130 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จากการสืบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจทราบแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงมีการวางแผนจับกุมโดยใช้สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ที่ตลาดนัดบ่อนไก่ บันทึกการจับกุมดังกล่าวระบุชื่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ร่วมจับกุมถึง 12 คน การที่มีเจ้าพนักงานตำรวจร่วมจับกุมถึง 12 คน และดาบตำรวจสมชายอ้างว่าร่วมกับพวกเดินทางไปที่บ้านจำเลยที่ 2 แต่โจทก์กลับมีพยานมาเบิกความเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เพียงปากเดียว คือดาบตำรวจสมชาย จึงเป็นพยานเดี่ยวที่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง ได้ความจากคำเบิกความของดาบตำรวจสมชายว่า เมื่อไปถึงบ้านจำเลยที่ 2 พยานแจ้งให้จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนอยู่ข้างรั้วมามอบให้แก่พยาน ซึ่งเป็นการระบุจุดซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 2 ทราบ และให้จำเลยที่ 2 ไปนำมามอบให้ ไม่ใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 รู้จุดซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนด้วยตนเอง ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานได้ลงจากรถไปแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อขอตรวจค้นหรือไม่อย่างไร การที่จำเลยที่ 2 ไปหยิบเมทแอมเฟตามีน 130 เม็ด ของกลาง มามอบให้โดยดี จึงขัดต่อเหตุผลที่ผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จะกระทำเช่นนั้น นอกจากนี้แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ล้วนแต่ระบุสถานที่เกิดเหตุคือตลาดนัดบ่อนไก่อันเป็นสถานที่ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสำเนาภาพถ่ายประกอบสำนวนการสอบสวนยังระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดเมทแอมเฟตามีน 130 เม็ด ของกลาง อันแสดงให้เห็นว่าการกระทำความผิดในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น แม้ตามบันทึกการจับกุมจะระบุว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพแต่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมนั้นห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ส่วนในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธและต่อสู้คดีมาโดยตลอด ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 130 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด ให้แก่สายลับ แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าเมทแอมเฟตามีนของกลาง 160 เม็ด จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีน้ำหนัก 14.86 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.847 กรัม ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป อันเป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง และเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 จำหน่าย 30 เม็ด ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 160 เม็ด ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง และตามรายงานการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้าน เมทแอมเฟตามีนของกลาง 160 เม็ด ตรวจพบปริมาณเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้2.847 กรัม และมีเมทแอมเฟตามีนของกลางเหลือจากการตรวจพิสูจน์จำนวน 13.94 กรัม ปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนตามรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนมาตรวจพิสูจน์หาปริมาณสารบริสุทธิ์แล้วจึงนำผลที่ได้มาคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลาง 160 เม็ด ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่กำหนดปริมาณสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษโดยการคำนวณ เมื่อเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 160 เม็ด ของกลาง จึงคำนวณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ดดังกล่าวได้เช่นเดียวกันว่าเป็นสารบริสุทธิ์ 0.5338 กรัมซึ่งเป็นปริมาณตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป โดยไม่มีข้อสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอาจมีส่วนผสมที่แตกต่างกับเมทแอมเฟตามีนส่วนอื่นที่จะทำให้ปริมาณสารบริสุทธิ์คำนวณได้ไม่ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป กรณีจึงลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ได้ ซึ่งตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอโดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษ จำเลยที่ 1 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-พิสิฐ ฐิติภัค) ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ - นางสาวรุจิรา กิติภัทรภูมิกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2804/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ155/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3799/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
514210
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์",
        "judge": "นางสาวรุจิรา กิติภัทรภูมิกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988603"
    }
}
date
2554
deka_no
10521/2554
deka_running_no
10521
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "พิสิฐ ฐิติภัค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 32",
            "ม. 33",
            "ม. 83",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 212",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 15 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 15 วรรคสาม (2)",
            "ม. 66 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประสพโชค อิ่มทั่ว กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและขวดพลาสติกสีขาวของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปีและปรับ 400,000 บาท มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือนและปรับ 300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือนและปรับ 300,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับมีกำหนดไม่เกินหนึ่งปี ริบเมทแอมเฟตามีนและขวดพลาสติกสีขาวของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 160 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัดให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 6,000 บาท เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 6,000 บาท เป็นของกลาง จากนั้นดาบตำรวจสมชายเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมกับพวกพาจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ด้วยและยึดเมทแอมเฟตามีนบรรจุในขวดพลาสติกสีขาวอีก 130 เม็ด เป็นของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 130 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จากการสืบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจทราบแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงมีการวางแผนจับกุมโดยใช้สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ที่ตลาดนัดบ่อนไก่ บันทึกการจับกุมดังกล่าวระบุชื่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ร่วมจับกุมถึง 12 คน การที่มีเจ้าพนักงานตำรวจร่วมจับกุมถึง 12 คน และดาบตำรวจสมชายอ้างว่าร่วมกับพวกเดินทางไปที่บ้านจำเลยที่ 2 แต่โจทก์กลับมีพยานมาเบิกความเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เพียงปากเดียว คือดาบตำรวจสมชาย จึงเป็นพยานเดี่ยวที่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง ได้ความจากคำเบิกความของดาบตำรวจสมชายว่า เมื่อไปถึงบ้านจำเลยที่ 2 พยานแจ้งให้จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนอยู่ข้างรั้วมามอบให้แก่พยาน ซึ่งเป็นการระบุจุดซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 2 ทราบ และให้จำเลยที่ 2 ไปนำมามอบให้ ไม่ใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 รู้จุดซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนด้วยตนเอง ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานได้ลงจากรถไปแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อขอตรวจค้นหรือไม่อย่างไร การที่จำเลยที่ 2 ไปหยิบเมทแอมเฟตามีน 130 เม็ด ของกลาง มามอบให้โดยดี จึงขัดต่อเหตุผลที่ผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จะกระทำเช่นนั้น นอกจากนี้แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ล้วนแต่ระบุสถานที่เกิดเหตุคือตลาดนัดบ่อนไก่อันเป็นสถานที่ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสำเนาภาพถ่ายประกอบสำนวนการสอบสวนยังระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดเมทแอมเฟตามีน 130 เม็ด ของกลาง อันแสดงให้เห็นว่าการกระทำความผิดในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น แม้ตามบันทึกการจับกุมจะระบุว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพแต่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมนั้นห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ส่วนในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธและต่อสู้คดีมาโดยตลอด ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 130 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด ให้แก่สายลับ แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าเมทแอมเฟตามีนของกลาง 160 เม็ด จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีน้ำหนัก 14.86 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.847 กรัม ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป อันเป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง และเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 จำหน่าย 30 เม็ด ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 160 เม็ด ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง และตามรายงานการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้าน เมทแอมเฟตามีนของกลาง 160 เม็ด ตรวจพบปริมาณเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้2.847 กรัม และมีเมทแอมเฟตามีนของกลางเหลือจากการตรวจพิสูจน์จำนวน 13.94 กรัม ปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนตามรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนมาตรวจพิสูจน์หาปริมาณสารบริสุทธิ์แล้วจึงนำผลที่ได้มาคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลาง 160 เม็ด ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่กำหนดปริมาณสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษโดยการคำนวณ เมื่อเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 160 เม็ด ของกลาง จึงคำนวณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ดดังกล่าวได้เช่นเดียวกันว่าเป็นสารบริสุทธิ์ 0.5338 กรัมซึ่งเป็นปริมาณตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป โดยไม่มีข้อสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอาจมีส่วนผสมที่แตกต่างกับเมทแอมเฟตามีนส่วนอื่นที่จะทำให้ปริมาณสารบริสุทธิ์คำนวณได้ไม่ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป กรณีจึงลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ได้ ซึ่งตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอโดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษ จำเลยที่ 1 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
อ155/2549
primary_red_case_no
อ3799/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000434.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2804/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554