คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4058/2549 ฉบับเต็ม

#514215
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4058/2549 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี โจทก์ นางสมบุญ คำชำนาญ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 33 ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบรถยนต์ของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เฉพาะของกลางเป็นไม่ริบ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง โจทก์ฎีกาขอให้ริบของกลางเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ รถยนต์เก๋ง 1 คันและโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ รถยนต์ 1 คันและโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลางคำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ไม่ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 ว - 8053 กรุงเทพมหานคร ของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า ก่อนจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่ามีผู้นำเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่าย จึงวางแผนให้สายลับติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนโดยนัดให้มาส่งที่ปั๊มน้ำมันเจ็ทตำบลคลองหนึ่ง ใกล้กับตลาดไท และจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ พยานโจทก์มีร้อยตำรวจเอกอนันต์และจ่าสิบตำรวจกู้เกียรติเป็นประจักษ์พยานยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง และได้เมทแอมเฟตามีนเป็นของกลางโดยพบในรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ใช้เป็นยานพาหนะ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวฟังได้เป็นมั่นคงว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้โจทก์จะไม่ได้นำสายลับมาเป็นพยานก็หาทำให้พยานหลักฐานของโจทก์น้ำหนักลดน้อยลงไม่ ส่วนคำรับของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกการจับกุมและคำให้การ (ศาลจังหวัดลพบุรี) เห็นว่า ก่อนทำการสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ให้การเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว การประกอบอาชีพ ทรัพย์สิน พฤติการณ์เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งขึ้นเองได้ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ให้ข้อเท็จจริง และทำขึ้นในวันเกิดเหตุนั้นเอง เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยความสมัครใจ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจหลอกลวงและให้สัญญาว่าจะปล่อยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรชายไปนั้น คนทั่วไปทราบดีว่าการกระทำความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษเป็นความผิดร้ายแรง โดยเฉพาะของกลางที่มีจำนวนมากจะได้รับโทษสูงถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้ใดกล้าที่จะปล่อยผู้กระทำความผิดหรือให้ประกัน ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบรถยนต์ของกลางนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบรถยนต์ของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เฉพาะของกลางเป็นไม่ริบ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง โจทก์ฎีกาขอให้ริบของกลางเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายืน (ฐานันท์ วรรณโกวิท-ธาดา กษิตินนท์-พีรพล พิชยวัฒน์) ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายธวัชชัย พิทักษ์พล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุรพันธุ์ ละอองมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.37/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ7606/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ6128/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
514215
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดธัญบุรี",
        "judge": "นายธวัชชัย พิทักษ์พล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสุรพันธุ์ ละอองมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082023414"
    }
}
date
2549
deka_no
4058/2549
deka_running_no
4058
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ฐานันท์ วรรณโกวิท",
    "ธาดา กษิตินนท์",
    "พีรพล พิชยวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 33"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 218 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสมบุญ คำชำนาญ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ รถยนต์เก๋ง 1 คันและโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ รถยนต์ 1 คันและโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลางคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ไม่ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 ว - 8053 กรุงเทพมหานคร ของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า ก่อนจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่ามีผู้นำเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่าย จึงวางแผนให้สายลับติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนโดยนัดให้มาส่งที่ปั๊มน้ำมันเจ็ทตำบลคลองหนึ่ง ใกล้กับตลาดไท และจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ พยานโจทก์มีร้อยตำรวจเอกอนันต์และจ่าสิบตำรวจกู้เกียรติเป็นประจักษ์พยานยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง และได้เมทแอมเฟตามีนเป็นของกลางโดยพบในรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ใช้เป็นยานพาหนะ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวฟังได้เป็นมั่นคงว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้โจทก์จะไม่ได้นำสายลับมาเป็นพยานก็หาทำให้พยานหลักฐานของโจทก์น้ำหนักลดน้อยลงไม่ ส่วนคำรับของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกการจับกุมและคำให้การ (ศาลจังหวัดลพบุรี) เห็นว่า ก่อนทำการสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ให้การเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว การประกอบอาชีพ ทรัพย์สิน พฤติการณ์เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งขึ้นเองได้ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ให้ข้อเท็จจริง และทำขึ้นในวันเกิดเหตุนั้นเอง เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยความสมัครใจ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจหลอกลวงและให้สัญญาว่าจะปล่อยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรชายไปนั้น คนทั่วไปทราบดีว่าการกระทำความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษเป็นความผิดร้ายแรง โดยเฉพาะของกลางที่มีจำนวนมากจะได้รับโทษสูงถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้ใดกล้าที่จะปล่อยผู้กระทำความผิดหรือให้ประกัน ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบรถยนต์ของกลางนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบรถยนต์ของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เฉพาะของกลางเป็นไม่ริบ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง โจทก์ฎีกาขอให้ริบของกลางเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ7606/2544
primary_red_case_no
อ6128/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000743.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.37/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549