คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9082/2554 ฉบับเต็ม

#514221
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9082/2554 พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี โจทก์ บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง นายเฉลิมศักดิ์ ลิ่มทอง กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 119, มาตรา 208 ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่เห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง เมื่อศาลมีคำสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" จำเลยที่ 1 กับผู้ร้องมีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันตามสัญญาประกันภัยในฐานะผู้เอาประกันกับผู้รับประกัน จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันขอปล่อยชั่วคราวโดยใช้หนังสือรับรองของผู้ร้องเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน หนังสือรับรองดังกล่าวระบุว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกัน และศาลมีคำสั่งบังคับตามสัญญาประกัน ผู้ร้องตกลงชำระค่าปรับตามสัญญาประกันถือได้ว่าผู้ร้องเกี่ยวข้องกับสัญญาประกันในฐานะผู้รับรองหลักทรัพย์ตามสัญญาประกัน ผู้ร้องจึงเป็นฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันตามความหมายของบทกฎหมายข้างต้น และมีอำนาจยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า ผู้ร้องไม่ใช่คู่สัญญาประกันไม่มีอำนาจยื่นอุทธรณ์แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้น เป็นการวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้อง ไม่ใช่การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยในเนื้อหาของการลดค่าปรับตามสัญญาประกัน คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่เป็นที่สุด จำเลยที่ 1 ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 8 มิถุนายน 2549 ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลยที่ 1 และวันที่ 21 ตุลาคม 2549 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ส่งศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีส่วนเกี่ยวข้องหรือช่วยเหลือในการจับกุมจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แสดงว่าผู้ร้องไม่ได้ขวนขวายติดตามจับตัวจำเลยที่ 1 มาส่งศาล การที่ศาลชั้นต้นไม่ลดค่าปรับให้แก่ผู้ร้องจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปให้เสร็จในคราวเดียวกันโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยใช้หนังสือรับรองตามกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพของผู้ร้องว่า หากผิดสัญญาผู้ร้องยอมใช้เงินจำนวน 150,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกันตามคำสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ศาลชั้นต้นจึงสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญา และออกหมายจับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549 ผู้ร้องชำระเงินค่าปรับจำนวน 150,000 บาท ต่อมาจับจำเลยที่ 1 ได้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอลดค่าปรับเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นายประกันชำระค่าปรับแล้วยังไม่มีเหตุลดค่าปรับ ยกคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอลดค่าปรับอีกเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2550 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง เมื่อศาลสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" เห็นว่า คำว่า "ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกัน" ไม่ได้หมายถึงเฉพาะบุคคลที่เป็นคู่สัญญาประกันเท่านั้น แต่มีความหมายรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสัญญาประกันที่ถูกบังคับตามสัญญาประกันด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กับผู้ร้องมีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันตามสัญญาประกันภัยในฐานะผู้เอาประกันกับผู้รับประกันแล้วจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันขอปล่อยชั่วคราวโดยใช้หนังสือรับรองของผู้ร้องเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และเนื้อหาแห่งหนังสือรับรองดังกล่าวระบุว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกัน และศาลมีคำสั่งบังคับตามสัญญาประกัน ผู้ร้องตกลงชำระค่าปรับตามสัญญาประกัน ถือได้ว่าผู้ร้องเกี่ยวข้องกับสัญญาประกันในฐานะผู้รับรองหลักทรัพย์ตามสัญญาประกันผู้ร้องจึงเป็นฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันตามความหมายของบทกฎหมายข้างต้น และมีอำนาจยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าผู้ร้องไม่ใช่คู่สัญญาประกันไม่มีอำนาจยื่นอุทธรณ์แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเมื่อเป็นการวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้อง ไม่ใช่การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยในเนื้อหาของการลดค่าปรับตามสัญญาประกัน คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่เป็นที่สุด ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาว่ามีเหตุสมควรลดค่าปรับตามสัญญาประกันหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 8 มิถุนายน 2549 ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลยที่ 1 และวันที่ 21 ตุลาคม 2549 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ส่งศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเข้าช่วยเหลือในการจับกุมจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แสดงว่าผู้ร้องไม่ได้ขวนขวายติดตามจับตัวจำเลยที่ 1 มาส่งศาลการที่ศาลชั้นต้นไม่ลดค่าปรับให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันนั้นจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปให้เสร็จในคราวเดียวกันโดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น (ประพันธ์ ทรัพย์แสง-ไมตรี ศรีอรุณ-สุรพันธุ์ ละอองมณี) ศาลจังหวัดอุทัยธานี - นายจักรวาล ทนกล้า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5588/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ112/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ565/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
514221
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุทัยธานี",
        "judge": "นายจักรวาล ทนกล้า"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988858"
    }
}
date
2554
deka_no
9082/2554
deka_running_no
9082
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ประพันธ์ ทรัพย์แสง",
    "ไมตรี ศรีอรุณ",
    "สุรพันธุ์ ละอองมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 119",
            "ม. 208"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเฉลิมศักดิ์ ลิ่มทอง กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยใช้หนังสือรับรองตามกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพของผู้ร้องว่า หากผิดสัญญาผู้ร้องยอมใช้เงินจำนวน 150,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกันตามคำสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ศาลชั้นต้นจึงสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญา และออกหมายจับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549

ผู้ร้องชำระเงินค่าปรับจำนวน 150,000 บาท ต่อมาจับจำเลยที่ 1 ได้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอลดค่าปรับเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นายประกันชำระค่าปรับแล้วยังไม่มีเหตุลดค่าปรับ ยกคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอลดค่าปรับอีกเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2550 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง เมื่อศาลสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" เห็นว่า คำว่า "ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกัน" ไม่ได้หมายถึงเฉพาะบุคคลที่เป็นคู่สัญญาประกันเท่านั้น แต่มีความหมายรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสัญญาประกันที่ถูกบังคับตามสัญญาประกันด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กับผู้ร้องมีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันตามสัญญาประกันภัยในฐานะผู้เอาประกันกับผู้รับประกันแล้วจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันขอปล่อยชั่วคราวโดยใช้หนังสือรับรองของผู้ร้องเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และเนื้อหาแห่งหนังสือรับรองดังกล่าวระบุว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกัน และศาลมีคำสั่งบังคับตามสัญญาประกัน ผู้ร้องตกลงชำระค่าปรับตามสัญญาประกัน ถือได้ว่าผู้ร้องเกี่ยวข้องกับสัญญาประกันในฐานะผู้รับรองหลักทรัพย์ตามสัญญาประกันผู้ร้องจึงเป็นฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันตามความหมายของบทกฎหมายข้างต้น และมีอำนาจยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าผู้ร้องไม่ใช่คู่สัญญาประกันไม่มีอำนาจยื่นอุทธรณ์แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเมื่อเป็นการวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้อง ไม่ใช่การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยในเนื้อหาของการลดค่าปรับตามสัญญาประกัน คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่เป็นที่สุด ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาว่ามีเหตุสมควรลดค่าปรับตามสัญญาประกันหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 8 มิถุนายน 2549 ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลยที่ 1 และวันที่ 21 ตุลาคม 2549 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ส่งศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเข้าช่วยเหลือในการจับกุมจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แสดงว่าผู้ร้องไม่ได้ขวนขวายติดตามจับตัวจำเลยที่ 1 มาส่งศาลการที่ศาลชั้นต้นไม่ลดค่าปรับให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันนั้นจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปให้เสร็จในคราวเดียวกันโดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2)

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ112/2548
primary_red_case_no
อ565/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000436.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5588/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554