คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2554 ฉบับเต็ม

#514224
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2554 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นางสมพร มุสิกชาติ โจทก์ร่วม นายชิต พงษ์พยัคฆ์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), มาตรา 5 (2), มาตรา 192 วรรคสอง, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยและผู้ตายต่างขับรถมาด้วยความประมาท ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าผู้ตายมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ส. โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภรรยาของผู้ตาย จึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ ส. เข้าร่วมเป็นโจทก์จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาหลบหนีไปไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสมพร ภรรยาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (8), 78 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 78 วรรคหนึ่ง), 157, 160 วรรคสอง วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานหลบหนีไปไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานหลังนี้จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จริงรับฟังได้ จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 7708 นนทบุรี ลากจูงรถพ่วงแปดล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 7709 นนทบุรี ไปตามถนนสายอุทัย - ภาชี จากทางอำเภออุทัยมุ่งหน้าไปทางอำเภอภาชี เมื่อขับรถมาถึงที่เกิดเหตุทางแยกบ้านชายสิงห์ ก็เฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน รอ - 4363 กรุงเทพมหานคร ที่ผู้ตายขับรถทั้งสองคันตกลงไปที่ข้างถนนฝั่งขวามือของจำเลย รถที่จำเลยขับอัดทับรถที่ผู้ตายขับ รถที่จำเลยขับหันหัวรถไปทางอำเภอภาชี รถที่ผู้ตายขับหันหัวรถไปทางอำเภออุทัย จำเลยไม่สามารถขับรถต่อไปได้ รถที่ผู้ตายขับเสียหายยับเยินทั้งคัน ไม่สามารถซ่อมแซมได้ ผู้ตายถึงแก่ความตายในรถที่ผู้ตายขับ หลังจากรถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันแล้วจำเลยหลบหนีไปทันที หลังเกิดเหตุจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สำหรับความผิดฐานหลบหนีไปไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาล ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าจำเลยมีความผิดฐานดังกล่าว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรก จำเลยกระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ คดีนี้หลังจากจำเลยขับรถชนแล้วจำเลยหลบหนีไปทันที จำเลยมีอาชีพขับรถบรรทุก ย่อมรู้ดีว่าถ้าผู้ตายขับรถออกจากปากทางแยกบ้านชายสิงห์ซึ่งเป็นทางเดินรถทางโท เลี้ยวขวาตัดหน้ารถที่จำเลยขับด้วยความเร็วที่ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในระยะกระชั้นชิด ผู้ตายเป็นฝ่ายประมาท จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายประมาท จำเลยย่อมไม่หลบหนีเป็นแน่แท้ การที่จำเลยหลบหนีไปทันทีที่เกิดเหตุเป็นพิรุธอย่างมาก เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าผู้ตายขับรถออกมาจากทางแยกบ้านชายสิงห์ดังกล่าวดังที่จำเลยนำสืบและฎีกา พยานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าผู้ตายมิได้ขับรถออกมาจากทางแยกบ้านชายสิงห์ตัดหน้ารถที่จำเลยขับ แต่ผู้ตายขับรถสวนทางกับรถที่จำเลยขับ โดยที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ในป้ายจำกัดความเร็ว เป็นการขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนกับรถที่ผู้ตายขับ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยการขับด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ในป้ายจำกัดความเร็ว เมื่อจำเลยขับรถมาถึงสามแยกบ้านชายสิงห์จำเลยก็ยังคงขับรถมาด้วยความเร็วสูงโดยไม่ชะลอความเร็วให้ช้าลง จึงเฉี่ยวชนกับรถที่ผู้ตายขับออกมาจากทางแยกดังกล่าวด้วยความประมาทเช่นกัน แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาผู้ตายขับรถสวนทางกับจำเลย มิได้ขับรถออกมาจากทางแยกดังกล่าวแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องอันจะต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยรับฟังได้ ตามที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยการขับด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ในป้ายจำกัดความเร็วดังที่ได้วินิจฉัยมามิได้แตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องแต่อย่างใด คงแตกต่างกันเฉพาะข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับการขับรถของผู้ตายเท่านั้น ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยแตกต่างกันไปด้วย จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องยกฟ้อง อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยและผู้ตายต่างขับรถมาด้วยความประมาท ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าผู้ตายมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) นางสมพร โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภรรยาของผู้ตาย จึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นางสมพรเข้าร่วมเป็นโจทก์จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษายืน แต่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางสมพร (ประทีป ดุลพินิจธรรมา-สนอง เล่าศรีวรกต-สุริยง ลิ้มสถิรานันท์) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมพงษ์ เหมวิมล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6386/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3489/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ6476/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
514224
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสมพงษ์ เหมวิมล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991804"
    }
}
date
2554
deka_no
537/2554
deka_running_no
537
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา",
    "สนอง เล่าศรีวรกต",
    "สุริยง ลิ้มสถิรานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)",
            "ม. 5 (2)",
            "ม. 192 วรรคสอง",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสมพร มุสิกชาติ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชิต พงษ์พยัคฆ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาหลบหนีไปไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสมพร ภรรยาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (8), 78 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 78 วรรคหนึ่ง), 157, 160 วรรคสอง วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานหลบหนีไปไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานหลังนี้จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จริงรับฟังได้ จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 7708 นนทบุรี ลากจูงรถพ่วงแปดล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 7709 นนทบุรี ไปตามถนนสายอุทัย - ภาชี จากทางอำเภออุทัยมุ่งหน้าไปทางอำเภอภาชี เมื่อขับรถมาถึงที่เกิดเหตุทางแยกบ้านชายสิงห์ ก็เฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน รอ - 4363 กรุงเทพมหานคร ที่ผู้ตายขับรถทั้งสองคันตกลงไปที่ข้างถนนฝั่งขวามือของจำเลย รถที่จำเลยขับอัดทับรถที่ผู้ตายขับ รถที่จำเลยขับหันหัวรถไปทางอำเภอภาชี รถที่ผู้ตายขับหันหัวรถไปทางอำเภออุทัย จำเลยไม่สามารถขับรถต่อไปได้ รถที่ผู้ตายขับเสียหายยับเยินทั้งคัน ไม่สามารถซ่อมแซมได้ ผู้ตายถึงแก่ความตายในรถที่ผู้ตายขับ หลังจากรถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันแล้วจำเลยหลบหนีไปทันที หลังเกิดเหตุจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สำหรับความผิดฐานหลบหนีไปไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาล ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าจำเลยมีความผิดฐานดังกล่าว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรก จำเลยกระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ คดีนี้หลังจากจำเลยขับรถชนแล้วจำเลยหลบหนีไปทันที จำเลยมีอาชีพขับรถบรรทุก ย่อมรู้ดีว่าถ้าผู้ตายขับรถออกจากปากทางแยกบ้านชายสิงห์ซึ่งเป็นทางเดินรถทางโท เลี้ยวขวาตัดหน้ารถที่จำเลยขับด้วยความเร็วที่ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในระยะกระชั้นชิด ผู้ตายเป็นฝ่ายประมาท จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายประมาท จำเลยย่อมไม่หลบหนีเป็นแน่แท้ การที่จำเลยหลบหนีไปทันทีที่เกิดเหตุเป็นพิรุธอย่างมาก เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าผู้ตายขับรถออกมาจากทางแยกบ้านชายสิงห์ดังกล่าวดังที่จำเลยนำสืบและฎีกา พยานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าผู้ตายมิได้ขับรถออกมาจากทางแยกบ้านชายสิงห์ตัดหน้ารถที่จำเลยขับ แต่ผู้ตายขับรถสวนทางกับรถที่จำเลยขับ โดยที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ในป้ายจำกัดความเร็ว เป็นการขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนกับรถที่ผู้ตายขับ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยการขับด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ในป้ายจำกัดความเร็ว เมื่อจำเลยขับรถมาถึงสามแยกบ้านชายสิงห์จำเลยก็ยังคงขับรถมาด้วยความเร็วสูงโดยไม่ชะลอความเร็วให้ช้าลง จึงเฉี่ยวชนกับรถที่ผู้ตายขับออกมาจากทางแยกดังกล่าวด้วยความประมาทเช่นกัน แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาผู้ตายขับรถสวนทางกับจำเลย มิได้ขับรถออกมาจากทางแยกดังกล่าวแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องอันจะต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยรับฟังได้ ตามที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยการขับด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ในป้ายจำกัดความเร็วดังที่ได้วินิจฉัยมามิได้แตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องแต่อย่างใด คงแตกต่างกันเฉพาะข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับการขับรถของผู้ตายเท่านั้น ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยแตกต่างกันไปด้วย จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องยกฟ้อง

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยและผู้ตายต่างขับรถมาด้วยความประมาท ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าผู้ตายมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) นางสมพร โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภรรยาของผู้ตาย จึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นางสมพรเข้าร่วมเป็นโจทก์จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางสมพร
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3489/2542
primary_red_case_no
อ6476/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000462.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6386/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554