คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9626/2554 ฉบับเต็ม

#514225
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9626/2554 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ นายสุชาติ จิ๋วคล้าย จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 86 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, มาตรา 66 วรรคสาม สายลับผู้ล่อซื้อติดต่อพูดคุยและตกลงซื้อขายตลอดจนนัดหมายสถานที่และวิธีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนและเงินสดของกลางกับ ป. ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงสองคน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมในการติดต่อหรือรู้เห็นกับ ป. ในการทำความตกลงดังกล่าว และไม่ได้ความว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำห่อเมทแอมเฟตามีนของกลางไปวางไว้ใต้สะพานลอยเพื่อส่งมอบให้แก่สายลับตามที่ ป. นัดหมายไว้ ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า หลังจากสายลับนำถุงพลาสติกใส่เงินสดของกลางไปวางไว้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะตามที่ ป. แจ้งแก่สายลับแล้ว จำเลยซึ่งนั่งมาในรถกระบะของคนร้ายลงจากรถเดินเข้าไปหยิบถุงพลาสติกดังกล่าวจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจที่ซุ่มอยู่เข้าจับกุม โดยไม่มีหลักฐานที่เป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยล่วงรู้สถานที่ส่งมอบเงินค่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาก่อนและเดินทางไปซุ่มรออยู่กับพวกที่บริเวณใกล้ตู้โทรศัพท์ก่อนแล้วเพื่อเตรียมเข้าไปเอาถุงใส่เงินเมื่อมีผู้นำไปวางไว้ให้ ข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวยังไม่เพียงพอให้ฟังว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับ ป. ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางโดยแบ่งหน้าที่กันทำ แต่ตามพฤติการณ์เชื่อได้ว่า จำเลยรู้ดีว่าถุงพลาสติกที่พวกของตนบอกให้ไปหยิบมาให้นั้น เป็นถุงใส่เงินค่าซื้อเมทแอมเฟตามีนที่ผู้ซื้อนำมาวางไว้ให้แก่พวกของตน ถือว่าขณะนั้นการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนยังไม่ขาดตอน การกระทำของจำเลยเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในขณะที่ผู้อื่นกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในฐานะเป็นตัวการร่วมจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2536/2548 และหมายเลขดำที่ 1187/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 2,500,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2536/2548 และ หมายเลขแดงที่ 214/2550 ของศาลชั้นต้น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งกันยุติว่า นายปฏิภาณหรือโจ้ จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,940 เม็ด ของกลางให้สายลับ โดยก่อนหน้าร้อยตำรวจเอกกมล หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรีให้สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด จากนายปฏิภาณในราคา 190,000 บาท นายปฏิภาณนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณใต้สะพานลอยหน้าโรงเรียนวิสุทธรังสี เมื่อร้อยตำรวจเอกกมลและสายลับไปตามที่นัดหมาย พบถุงพลาสติกภายในมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง จากนั้นสายลับนำถุงพลาสติกที่ใส่เงิน 190,000 บาท ซึ่งเตรียมใช้ล่อซื้อไปวางไว้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะปากซอยท่าล้อ 12 ตามที่นายปฏิภาณแจ้งให้ทราบ ต่อมามีรถยนต์กระบะแล่นเข้าไปจอดในซอยท่าล้อ 12 แล้วจำเลยลงมาจากรถเดินเข้าไปหยิบถุงพลาสติกที่ใส่เงินจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจที่ดักซุ่มอยู่จับกุม ผลการตรวจพิสูจน์ของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 51.369 กรัม มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกกมล จ่าสิบตำรวจอาคม และจ่าสิบตำรวจจงกล เจ้าพนักงานตำรวจผู้วางแผนจับกุม พยานโจทก์ได้ความตรงกันว่า เหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มติดต่อล่อซื้อ นัดหมายสถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจนกระทั่งนัดหมายวิธีการและสถานที่ส่งมอบเงินสดที่ใช้ล่อซื้อ สายลับและนายปฏิภาณใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุยตกลงกันโดยตรงเพียงสองคน ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมติดต่อหรือรู้เห็นกับนายปฏิภาณในการตกลงเรื่องนี้ด้วย การนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปไว้ที่บริเวณใต้สะพานลอยหน้าโรงเรียนวิสุทธรังสีเพื่อส่งมอบให้สายลับ ก็ไม่ได้ความว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงฟังได้แต่เพียงว่า หลังจากที่สายลับนำถุงพลาสติกที่ใส่เงินสดที่ใช้ล่อซื้อไปวางไว้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ จำเลยเดินทางมากับรถยนต์กระบะและลงจากรถเดินเข้าไปหยิบถุงพลาสติกดังกล่าวจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจที่ดักซุ่มอยู่จับกุมเท่านั้น ซึ่งการกระทำของจำเลยเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการนำถุงพลาสติกที่ใส่เงินสดไปวางไว้นานประมาณ 10 นาที ไม่มีลักษณะที่บ่งชี้ว่าจำเลยล่วงรู้สถานที่ส่งมอบเงินสดค่าซื้อเมทแอมเฟตามีนและไปเตรียมรอรับเงินบริเวณใกล้เคียงอยู่ก่อน พฤติการณ์ไม่เพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายปฏิภาณในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ส่วนสาเหตุที่จำเลยนั่งมากับรถยนต์กระบะและไปหยิบถุงพลาสติกที่ใส่เงินสด ซึ่งจำเลยไม่ได้ปฏิเสธความถูกต้องว่า นายอ้นและนายศิวกรหรือต้น ขับรถกระบะไปรับจำเลย แล้วนายอ้นขับรถพาจำเลยไปที่ซอยท่าล้อ 12 และให้จำเลยลงจากรถไปหยิบถุงพลาสติกโดยบอกว่าในถุงพลาสติกมีเงิน จำเลยเคยรับจ้างนายศิวกรไปเก็บเงินที่วางไว้ในตลาดผาสุกซึ่งเป็นเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งพฤติการณ์ที่นายศิวกรไปรับจำเลย และหลังจากนั้นเล็กน้อยจำเลยเดินทางไปเอาถุงพลาสติกที่ใส่เงินสดที่ใช้ล่อซื้อในลักษณะเดียวกับที่เคยรับจ้างนายศิวกรไปเก็บเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาก่อน ประกอบกับถุงพลาสติกใส่เงินสดถูกนำไปวางไว้ในที่สาธารณะโดยไม่มีคนดูแลเช่นนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยย่อมเห็นได้ว่าผิดสังเกต มีเหตุทำให้เชื่อได้ว่าขณะจำเลยไปหยิบถุงพลาสติก จำเลยรู้ดีว่าเป็นการไปรับเงินสดค่าซื้อยาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางยังไม่ขาดตอน การกระทำของจำเลยเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในขณะที่ผู้อื่นกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในฐานะเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 53 ลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือนและปรับ 1,600,000 บาท ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 25 ปี และปรับ 1,200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (กรองเกียรติ คมสัน-ศุภชัย สมเจริญ-โสภณ โรจน์อนนท์) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายประเสริฐ เผือดโพธิ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวัฒนา วิทยกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.935/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1418/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1591/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
514225
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาญจนบุรี",
        "judge": "นายประเสริฐ เผือดโพธิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายวัฒนา วิทยกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988734"
    }
}
date
2554
deka_no
9626/2554
deka_running_no
9626
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "กรองเกียรติ คมสัน",
    "ศุภชัย สมเจริญ",
    "โสภณ โรจน์อนนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 86"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 15 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 66 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุชาติ จิ๋วคล้าย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2536/2548 และหมายเลขดำที่ 1187/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 2,500,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2536/2548 และ หมายเลขแดงที่ 214/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งกันยุติว่า นายปฏิภาณหรือโจ้ จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,940 เม็ด ของกลางให้สายลับ โดยก่อนหน้าร้อยตำรวจเอกกมล หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรีให้สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด จากนายปฏิภาณในราคา 190,000 บาท นายปฏิภาณนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณใต้สะพานลอยหน้าโรงเรียนวิสุทธรังสี เมื่อร้อยตำรวจเอกกมลและสายลับไปตามที่นัดหมาย พบถุงพลาสติกภายในมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง จากนั้นสายลับนำถุงพลาสติกที่ใส่เงิน 190,000 บาท ซึ่งเตรียมใช้ล่อซื้อไปวางไว้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะปากซอยท่าล้อ 12 ตามที่นายปฏิภาณแจ้งให้ทราบ ต่อมามีรถยนต์กระบะแล่นเข้าไปจอดในซอยท่าล้อ 12 แล้วจำเลยลงมาจากรถเดินเข้าไปหยิบถุงพลาสติกที่ใส่เงินจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจที่ดักซุ่มอยู่จับกุม ผลการตรวจพิสูจน์ของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 51.369 กรัม

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกกมล จ่าสิบตำรวจอาคม และจ่าสิบตำรวจจงกล เจ้าพนักงานตำรวจผู้วางแผนจับกุม พยานโจทก์ได้ความตรงกันว่า เหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มติดต่อล่อซื้อ นัดหมายสถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจนกระทั่งนัดหมายวิธีการและสถานที่ส่งมอบเงินสดที่ใช้ล่อซื้อ สายลับและนายปฏิภาณใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุยตกลงกันโดยตรงเพียงสองคน ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมติดต่อหรือรู้เห็นกับนายปฏิภาณในการตกลงเรื่องนี้ด้วย การนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปไว้ที่บริเวณใต้สะพานลอยหน้าโรงเรียนวิสุทธรังสีเพื่อส่งมอบให้สายลับ ก็ไม่ได้ความว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงฟังได้แต่เพียงว่า หลังจากที่สายลับนำถุงพลาสติกที่ใส่เงินสดที่ใช้ล่อซื้อไปวางไว้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ จำเลยเดินทางมากับรถยนต์กระบะและลงจากรถเดินเข้าไปหยิบถุงพลาสติกดังกล่าวจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจที่ดักซุ่มอยู่จับกุมเท่านั้น ซึ่งการกระทำของจำเลยเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการนำถุงพลาสติกที่ใส่เงินสดไปวางไว้นานประมาณ 10 นาที ไม่มีลักษณะที่บ่งชี้ว่าจำเลยล่วงรู้สถานที่ส่งมอบเงินสดค่าซื้อเมทแอมเฟตามีนและไปเตรียมรอรับเงินบริเวณใกล้เคียงอยู่ก่อน พฤติการณ์ไม่เพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายปฏิภาณในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ส่วนสาเหตุที่จำเลยนั่งมากับรถยนต์กระบะและไปหยิบถุงพลาสติกที่ใส่เงินสด ซึ่งจำเลยไม่ได้ปฏิเสธความถูกต้องว่า นายอ้นและนายศิวกรหรือต้น ขับรถกระบะไปรับจำเลย แล้วนายอ้นขับรถพาจำเลยไปที่ซอยท่าล้อ 12 และให้จำเลยลงจากรถไปหยิบถุงพลาสติกโดยบอกว่าในถุงพลาสติกมีเงิน จำเลยเคยรับจ้างนายศิวกรไปเก็บเงินที่วางไว้ในตลาดผาสุกซึ่งเป็นเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งพฤติการณ์ที่นายศิวกรไปรับจำเลย และหลังจากนั้นเล็กน้อยจำเลยเดินทางไปเอาถุงพลาสติกที่ใส่เงินสดที่ใช้ล่อซื้อในลักษณะเดียวกับที่เคยรับจ้างนายศิวกรไปเก็บเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาก่อน ประกอบกับถุงพลาสติกใส่เงินสดถูกนำไปวางไว้ในที่สาธารณะโดยไม่มีคนดูแลเช่นนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยย่อมเห็นได้ว่าผิดสังเกต มีเหตุทำให้เชื่อได้ว่าขณะจำเลยไปหยิบถุงพลาสติก จำเลยรู้ดีว่าเป็นการไปรับเงินสดค่าซื้อยาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางยังไม่ขาดตอน การกระทำของจำเลยเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในขณะที่ผู้อื่นกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในฐานะเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 53 ลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือนและปรับ 1,600,000 บาท ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 25 ปี และปรับ 1,200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1418/2549
primary_red_case_no
อ1591/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000435.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.935/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554