คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5129/2554 ฉบับเต็ม

#514305
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5129/2554 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายสุวรรณ์หรือช้าง บุญตา จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ศาลชั้นต้นหยิบยกคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองมาพิจารณาประกอบคำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลย แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อที่ว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายทั้งสอง โดยยกเหตุผลรวม 8 ข้อ ซึ่งเมื่ออ่านรวมแล้วพอได้ความว่า จำเลยโต้แย้งว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่ามีการชุลมุนต่อสู้กันเท่านั้น มิใช่ให้การรับสารภาพตามที่โจทก์ฟ้อง และมีพยานหลายปากคือ ธ. และ บ. ที่ให้การว่า เหตุเกิดในงานรื่นเริงที่มีการชุลมุนต่อสู้ทำร้ายกัน โจทก์มีประจักษ์พยานคือผู้เสียหายเพียงสองปาก น่าเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองมีส่วนร่วมในการชุลมุนต่อสู้ และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 299 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพ พอถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 และ 297 แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 297 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง แต่มิได้ใช้มีดฟันผู้เสียหายทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 6 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้เหตุผลใน การพิจารณายกอุทธรณ์ของจำเลยว่า เพราะอุทธรณ์ของจำเลยไม่มีข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง โดยหยิบยกคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองมาพิจารณาประกอบกับคำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลย แล้วเชื่อว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยในอุทธรณ์ข้อ 2. ซึ่งเป็นข้อที่จำเลยอ้างเหตุใน การคัดค้านนั้น จำเลยตั้งประเด็นว่า ในข้อที่ว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายทั้งสอง แล้วจำเลยยกเหตุผลรวม 8 ข้อ ซึ่งเมื่ออ่านรวมแล้วพอได้ความว่า จำเลยโต้แย้งว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่ามีการชุลมุนต่อสู้กันเท่านั้น มิใช่ให้การรับสารภาพตามที่โจทก์ฟ้อง และมีพยานหลายปาก คือ นายธานินทร์ และนายบุญร่วม ที่ให้การว่า เหตุเกิดในงานรื่นเริงที่มีการชุลมุนต่อสู้ทำร้ายกันโจทก์มีประจักษ์พยานคือผู้เสียหายเพียงสองปาก น่าเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองมีส่วนร่วมในการชุลมุนต่อสู้ และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาด้วย พอจะถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และ 297 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (กษิดิ์เดช จีนสลุต-ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน-ไสลเกษ วัฒนพันธุ์) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายไพบูลย์ ไพทยะทัต ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวรณัฐ สังข์ใหม่ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4741/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1597/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2887/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
514305
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายไพบูลย์ ไพทยะทัต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายวรณัฐ สังข์ใหม่"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081990134"
    }
}
date
2554
deka_no
5129/2554
deka_running_no
5129
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต",
    "ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน",
    "ไสลเกษ วัฒนพันธุ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 193 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุวรรณ์หรือช้าง บุญตา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 297

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง แต่มิได้ใช้มีดฟันผู้เสียหายทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 6 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้เหตุผลใน การพิจารณายกอุทธรณ์ของจำเลยว่า เพราะอุทธรณ์ของจำเลยไม่มีข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง โดยหยิบยกคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองมาพิจารณาประกอบกับคำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลย แล้วเชื่อว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยในอุทธรณ์ข้อ 2. ซึ่งเป็นข้อที่จำเลยอ้างเหตุใน การคัดค้านนั้น จำเลยตั้งประเด็นว่า ในข้อที่ว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายทั้งสอง แล้วจำเลยยกเหตุผลรวม 8 ข้อ ซึ่งเมื่ออ่านรวมแล้วพอได้ความว่า จำเลยโต้แย้งว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่ามีการชุลมุนต่อสู้กันเท่านั้น มิใช่ให้การรับสารภาพตามที่โจทก์ฟ้อง และมีพยานหลายปาก คือ นายธานินทร์ และนายบุญร่วม ที่ให้การว่า เหตุเกิดในงานรื่นเริงที่มีการชุลมุนต่อสู้ทำร้ายกันโจทก์มีประจักษ์พยานคือผู้เสียหายเพียงสองปาก น่าเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองมีส่วนร่วมในการชุลมุนต่อสู้ และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาด้วย พอจะถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และ 297 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1597/2546
primary_red_case_no
อ2887/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000447.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4741/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554