คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7002/2554 ฉบับเต็ม

#514314
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7002/2554 นายชลอ เนียมจันทร์ โจทก์ นางห่อ เชียงสิน จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 238, มาตรา 240 ป.อ. มาตรา 264, มาตรา 268 ป.วิ.พ. มาตรา 249 เดิมจำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ว่ามารดาโจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับจำเลยและ ล. ดังนั้น การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นในการทำสัญญาซื้อขายที่ดินและไม่ทราบว่าเป็นเอกสารปลอม จำเลยสำคัญผิดไปว่าเป็นเอกสารที่มีอยู่จริง ทำให้จำเลยไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคแรก จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอมหรือไม่ เมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองต้นฉบับหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน แต่ในการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยกลับไม่อ้างสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นพยานเพื่อให้ศาลเชื่อว่ามีสภาพเก่าและได้มีการทำขึ้นมานานแล้ว จำเลยเพิ่งอ้างส่งมาพร้อมฎีกาหลังจากมีกรณีพิพาทถึง 3 ปีเศษ ถือได้ว่าเป็นการจงใจที่จะไม่อ้างต้นฉบับสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นพยานมาแต่ต้นซึ่งทำให้โจทก์เสียโอกาสในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร จึงไม่อาจรับฟังต้นฉบับหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นพยานหลักฐานได้ 1/1 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 268 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ข้อหาปลอมเอกสาร จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ โจทก์เป็นบุตรของนายสำราญกับนางต่อม จำเลยกับนายโล้น เป็นสามีภรรยากัน เดิมนางต่อมเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยนาท หลังจากนั้นจำเลยกับนายโล้นครอบครองทำประโยชน์ ต่อมานายสำราญกับนางต่อมและนายโล้นถึงแก่ความตาย เมื่อปี 2547 โจทก์ร้องขอความเป็นธรรมต่อที่ว่าการอำเภอหันคาให้ช่วยเหลือ โดยอ้างว่าโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลย นายสำราญกับนางต่อมมอบสิทธิครอบครองที่ดินให้จำเลยกับนายโล้นครอบครองทำกินต่างดอกเบี้ย เมื่อโจทก์ไปขอไถ่ที่ดิน จำเลยไม่คืนที่ดินให้แก่โจทก์ ปลัดอำเภอหันคาเชิญจำเลยมาพบ จำเลยให้ถ้อยคำต่อปลัดอำเภอหันคาว่า นางต่อมขายที่ดินแก่จำเลยกับนายโล้นแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นในการทำหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นเอกสารปลอมและเชื่อโดยสนิทใจว่าเอกสารดังกล่าวมีอยู่จริง จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง เห็นว่า จำเลยฎีกาว่าได้นำเอกสารหมาย จ.4 ไปใช้โดยสำคัญผิดว่ามีเอกสารดังกล่าวอยู่จริงทำให้จำเลยไม่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก แต่คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบว่านางต่อมทำหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 กับจำเลยและนายโล้น จำเลยมิได้นำสืบข้อเท็จจริงว่าจำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่ามีเอกสารหมาย จ.4 อยู่จริง ทั้งจำเลยมิได้ยกปัญหาในข้อนี้ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ แต่เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขึ้นฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายท้ายฎีกากับลายพิมพ์นิ้วมือในสำเนาสัญญาเช่ากระบือเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 เหมือนกัน ทั้งเนื้อกระดาษของต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายเก่ามีมานานหลายสิบปีแล้ว โจทก์อ้างว่ากู้ยืมเงินจำเลย 500 บาท แต่เบิกความว่าขอยืมเงินนายเสนาะ 2,000 บาท มาไถ่ที่ดิน ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3 ว่าโจทก์ขอยืมเงินนายเสนาะมาซื้อที่ดินคืนจากจำเลย และพยานโจทก์มีพิรุธ เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานว่า นางต่อมเคยพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือในสำเนาสัญญาเช่ากระบือเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 โดยมีนางป้อมเบิกความสนับสนุนว่า นางต่อมได้พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารดังกล่าวจริง ส่วนจำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านว่าลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 มิใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อม ทั้งยังกล่าวอ้างมาในฎีกาว่าลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 เหมือนกับต้นฉบับสัญญาซื้อขายท้ายฎีกา โดยยืนยันว่านางต่อมได้พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือลงในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 จริง เมื่อพิเคราะห์เอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 แล้ว เห็นได้ว่าลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ขายตามเอกสารหมาย จ.4 ไม่เหมือนกับลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ทั้งโจทก์ยังมีนายละเมียด ซึ่งจำเลยรับว่าได้ลงชื่อเป็นพยานในเอกสารหมาย จ.4 มาเป็นพยานเบิกความว่า ไม่เคยลงชื่อเป็นพยานในเอกสารหมาย จ.4 สนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ว่า ลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ขายในต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายท้ายฎีกาไม่เหมือนกับลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 และพยานโจทก์มิได้เป็นพิรุธตามที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเนื้อกระดาษในต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายท้ายฎีกามีสภาพเก่าแสดงว่ามีมานานหลายสิบปีแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขาย ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยสามารถนำมาอ้างเป็นพยานให้ศาลเชื่อได้ว่ามีมานานแล้ว แต่จำเลยหาได้อ้างเป็นพยานไม่ กลับเพิ่งอ้างส่งมาพร้อมฎีกา หลังจากมีกรณีพิพาทถึง 3 ปีเศษ พฤติการณ์ถือว่าเป็นการจงใจที่จะไม่อ้างต้นฉบับเป็นพยานต่อศาล และเป็นการทำให้โจทก์เสียโอกาสในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายที่จำเลยแนบมาท้ายฎีกา จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ส่วนที่โจทก์กับนายเสนาะเบิกความว่า โจทก์ขอกู้ยืมเงินนายเสนาะ 2,000 บาท เพื่อนำเงินมาไถ่ที่ดินจากจำเลย อันเป็นการสอดคล้องกับหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าสำเนาหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารปลอม การที่โจทก์จะไปขอกู้ยืมเงินจากนายเสนาะเป็นจำนวนเท่าใด จึงหาใช่ข้อสาระสำคัญไม่ พยานโจทก์ฟังได้ว่าสำเนาหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารปลอม และเมื่อโจทก์อ้างว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของนางต่อม การที่จำเลยปลอมและใช้หนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ปลอมย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทนางต่อมได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษฐานใช้หนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ปลอมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (วิชา มั่นสกุล-นพวรรณ อินทรัมพรรย์-ไชยยงค์ คงจันทร์) ศาลจังหวัดชัยนาท - นายธีระ ทองมั่นคง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายนิยุต สุภัทรพาหิรผล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.686/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1395/47 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ721/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
514314
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชัยนาท",
        "judge": "นายธีระ ทองมั่นคง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายนิยุต สุภัทรพาหิรผล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081989672"
    }
}
date
2554
deka_no
7002/2554
deka_running_no
7002
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "วิชา มั่นสกุล",
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์",
    "ไชยยงค์ คงจันทร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 238",
            "ม. 240"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 264",
            "ม. 268"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายชลอ เนียมจันทร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางห่อ เชียงสิน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ข้อหาปลอมเอกสาร

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ โจทก์เป็นบุตรของนายสำราญกับนางต่อม จำเลยกับนายโล้น เป็นสามีภรรยากัน เดิมนางต่อมเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยนาท หลังจากนั้นจำเลยกับนายโล้นครอบครองทำประโยชน์ ต่อมานายสำราญกับนางต่อมและนายโล้นถึงแก่ความตาย เมื่อปี 2547 โจทก์ร้องขอความเป็นธรรมต่อที่ว่าการอำเภอหันคาให้ช่วยเหลือ โดยอ้างว่าโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลย นายสำราญกับนางต่อมมอบสิทธิครอบครองที่ดินให้จำเลยกับนายโล้นครอบครองทำกินต่างดอกเบี้ย เมื่อโจทก์ไปขอไถ่ที่ดิน จำเลยไม่คืนที่ดินให้แก่โจทก์ ปลัดอำเภอหันคาเชิญจำเลยมาพบ จำเลยให้ถ้อยคำต่อปลัดอำเภอหันคาว่า นางต่อมขายที่ดินแก่จำเลยกับนายโล้นแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นในการทำหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นเอกสารปลอมและเชื่อโดยสนิทใจว่าเอกสารดังกล่าวมีอยู่จริง จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง เห็นว่า จำเลยฎีกาว่าได้นำเอกสารหมาย จ.4 ไปใช้โดยสำคัญผิดว่ามีเอกสารดังกล่าวอยู่จริงทำให้จำเลยไม่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก แต่คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบว่านางต่อมทำหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 กับจำเลยและนายโล้น จำเลยมิได้นำสืบข้อเท็จจริงว่าจำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่ามีเอกสารหมาย จ.4 อยู่จริง ทั้งจำเลยมิได้ยกปัญหาในข้อนี้ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ แต่เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขึ้นฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายท้ายฎีกากับลายพิมพ์นิ้วมือในสำเนาสัญญาเช่ากระบือเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 เหมือนกัน ทั้งเนื้อกระดาษของต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายเก่ามีมานานหลายสิบปีแล้ว โจทก์อ้างว่ากู้ยืมเงินจำเลย 500 บาท แต่เบิกความว่าขอยืมเงินนายเสนาะ 2,000 บาท มาไถ่ที่ดิน ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3 ว่าโจทก์ขอยืมเงินนายเสนาะมาซื้อที่ดินคืนจากจำเลย และพยานโจทก์มีพิรุธ เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานว่า นางต่อมเคยพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือในสำเนาสัญญาเช่ากระบือเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 โดยมีนางป้อมเบิกความสนับสนุนว่า นางต่อมได้พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารดังกล่าวจริง ส่วนจำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านว่าลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 มิใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อม ทั้งยังกล่าวอ้างมาในฎีกาว่าลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 เหมือนกับต้นฉบับสัญญาซื้อขายท้ายฎีกา โดยยืนยันว่านางต่อมได้พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือลงในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 จริง เมื่อพิเคราะห์เอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 แล้ว เห็นได้ว่าลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ขายตามเอกสารหมาย จ.4 ไม่เหมือนกับลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ทั้งโจทก์ยังมีนายละเมียด ซึ่งจำเลยรับว่าได้ลงชื่อเป็นพยานในเอกสารหมาย จ.4 มาเป็นพยานเบิกความว่า ไม่เคยลงชื่อเป็นพยานในเอกสารหมาย จ.4 สนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ว่า ลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ขายในต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายท้ายฎีกาไม่เหมือนกับลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 และพยานโจทก์มิได้เป็นพิรุธตามที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเนื้อกระดาษในต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายท้ายฎีกามีสภาพเก่าแสดงว่ามีมานานหลายสิบปีแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขาย ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยสามารถนำมาอ้างเป็นพยานให้ศาลเชื่อได้ว่ามีมานานแล้ว แต่จำเลยหาได้อ้างเป็นพยานไม่ กลับเพิ่งอ้างส่งมาพร้อมฎีกา หลังจากมีกรณีพิพาทถึง 3 ปีเศษ พฤติการณ์ถือว่าเป็นการจงใจที่จะไม่อ้างต้นฉบับเป็นพยานต่อศาล และเป็นการทำให้โจทก์เสียโอกาสในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายที่จำเลยแนบมาท้ายฎีกา จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ส่วนที่โจทก์กับนายเสนาะเบิกความว่า โจทก์ขอกู้ยืมเงินนายเสนาะ 2,000 บาท เพื่อนำเงินมาไถ่ที่ดินจากจำเลย อันเป็นการสอดคล้องกับหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าสำเนาหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารปลอม การที่โจทก์จะไปขอกู้ยืมเงินจากนายเสนาะเป็นจำนวนเท่าใด จึงหาใช่ข้อสาระสำคัญไม่ พยานโจทก์ฟังได้ว่าสำเนาหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารปลอม และเมื่อโจทก์อ้างว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของนางต่อม การที่จำเลยปลอมและใช้หนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ปลอมย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทนางต่อมได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษฐานใช้หนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ปลอมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1395/47
primary_red_case_no
อ721/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000443.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.686/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554