คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5725/2554 ฉบับเต็ม

#514315
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5725/2554 พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง โจทก์ นายบุญทัน นวลสีทอง กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 80, มาตรา 335 จำเลยที่ 1 เพียงแต่นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์เพื่อจะใช้กุญแจผีไขรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโดยยังไม่ได้เอารถออกไป เป็นการลงมือลักทรัพย์แล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะเจ้าพนักงานตำรวจและผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุก่อน ทำให้จำเลยที่ 1 เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปไม่ได้ จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ___________________________ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 138, 335, 371 ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์จำคุก 4 ปี ฐานพาอาวุธติดตัวไปในทางสาธารณะ ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 100 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์จำคุก 4 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมกับโทษฐานพาอาวุธตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 100 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือไม่ โจทก์มีนายพิษณุ เบิกความว่า พยานเห็นจำเลยที่ 1 ใช้ลูกกุญแจไขกุญแจรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ข้างถนนเพชรเกษม บริเวณหน้างานแสดงสินค้าใกล้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาอำเภอทุ่งสง เมื่อจำเลยที่ 1 ไขกุญแจรถจักรยานยนต์คันใดไม่ออกก็จะเดินไขกุญแจรถจักรยานยนต์คันต่อไปเรื่อย ๆ ประมาณ 10 กว่าคัน พยานจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ สักครู่หนึ่งเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุขณะที่จำเลยที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของนายประสงค์ ผู้เสียหาย เพื่อจะใช้ลูกกุญแจไขกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงขว้างลูกกุญแจทิ้งไป เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เดินไขกุญแจรถจักรยานยนต์ไปเรื่อยๆ ประมาณ 10 กว่าคันจนกว่าจะไขกุญแจรถได้ และการที่จำเลยที่ 1 ขึ้นไปนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อจะไขกุญแจรถนั้น แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสำเร็จแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ปากดังกล่าวข้างต้นเห็นเพียงจำเลยที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแต่ไม่ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายจอดรถไว้ ส่วนที่ผู้เสียหายเบิกความว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายนำรถไปจอดไว้ประมาณ 10 เมตร นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่า ผู้เสียหายไม่เห็นเหตุการณ์ขณะมีการเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไป จึงเป็นเพียงการคาดคะเนของผู้เสียหายว่าน่าจะมีการเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ของตนไปจากบริเวณที่จอดไว้ หรือมิฉะนั้นก็อาจจะเป็นคนอื่นเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจากจุดที่จอดไว้เพราะผู้เสียหายจอดกีดขวางทางก็เป็นได้ และไม่มีพยานโจทก์ปากใดเห็นจำเลยที่ 1 จูงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายจอดไว้ ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายยังไม่ได้เอารถออก จึงเป็นการลงมือลักทรัพย์แล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะเจ้าพนักงานตำรวจและผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุเสียก่อน ทำให้จำเลยที่ 1 เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปไม่ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเพียงคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ที่ให้การพาดพิงถึงจำเลยที่ 2 ว่าเมื่อไขกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้ก็จะให้จำเลยที่ 2 ขับไป ตามบันทึกการจับกุมแต่บันทึกการจับกุมเป็นเพียงพยานบอกเล่า มีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อย และที่จำเลยที่ 1ให้การในชั้นจับกุมพาดพิงถึงจำเลยที่ 2 มีลักษณะเป็นการซัดทอด จึงเป็นการซัดทอดจำเลยในคดีเดียวกัน ต้องฟังอย่างระมัดระวัง การที่มีข้อเท็จจริงเพียงว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 มาเที่ยวงานแสดงสินค้าด้วยกัน และไม่มีพยานโจทก์ปากใดเห็นจำเลยที่ 2 กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำโดยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 ทำการลักทรัพย์ ประกอบกับจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ พิพากษายืน (กษิดิ์เดช จีนสลุต-ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน-ไสลเกษ วัฒนพันธุ์) ศาลจังหวัดทุ่งสง - นายสมพร ศรีกฤษณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.7002/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ646/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ734/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
514315
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดทุ่งสง",
        "judge": "นายสมพร ศรีกฤษณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081990011"
    }
}
date
2554
deka_no
5725/2554
deka_running_no
5725
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต",
    "ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน",
    "ไสลเกษ วัฒนพันธุ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 80",
            "ม. 335"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบุญทัน นวลสีทอง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 138, 335, 371 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์จำคุก 4 ปี ฐานพาอาวุธติดตัวไปในทางสาธารณะ ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 100 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์จำคุก 4 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมกับโทษฐานพาอาวุธตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 100 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือไม่ โจทก์มีนายพิษณุ เบิกความว่า พยานเห็นจำเลยที่ 1 ใช้ลูกกุญแจไขกุญแจรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ข้างถนนเพชรเกษม บริเวณหน้างานแสดงสินค้าใกล้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาอำเภอทุ่งสง เมื่อจำเลยที่ 1 ไขกุญแจรถจักรยานยนต์คันใดไม่ออกก็จะเดินไขกุญแจรถจักรยานยนต์คันต่อไปเรื่อย ๆ ประมาณ 10 กว่าคัน พยานจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ สักครู่หนึ่งเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุขณะที่จำเลยที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของนายประสงค์ ผู้เสียหาย เพื่อจะใช้ลูกกุญแจไขกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงขว้างลูกกุญแจทิ้งไป

เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เดินไขกุญแจรถจักรยานยนต์ไปเรื่อยๆ ประมาณ 10 กว่าคันจนกว่าจะไขกุญแจรถได้ และการที่จำเลยที่ 1 ขึ้นไปนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อจะไขกุญแจรถนั้น แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสำเร็จแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ปากดังกล่าวข้างต้นเห็นเพียงจำเลยที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแต่ไม่ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายจอดรถไว้ ส่วนที่ผู้เสียหายเบิกความว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายนำรถไปจอดไว้ประมาณ 10 เมตร นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่า ผู้เสียหายไม่เห็นเหตุการณ์ขณะมีการเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไป จึงเป็นเพียงการคาดคะเนของผู้เสียหายว่าน่าจะมีการเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ของตนไปจากบริเวณที่จอดไว้ หรือมิฉะนั้นก็อาจจะเป็นคนอื่นเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจากจุดที่จอดไว้เพราะผู้เสียหายจอดกีดขวางทางก็เป็นได้ และไม่มีพยานโจทก์ปากใดเห็นจำเลยที่ 1 จูงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายจอดไว้ ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายยังไม่ได้เอารถออก จึงเป็นการลงมือลักทรัพย์แล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะเจ้าพนักงานตำรวจและผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุเสียก่อน ทำให้จำเลยที่ 1 เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปไม่ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเพียงคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ที่ให้การพาดพิงถึงจำเลยที่ 2 ว่าเมื่อไขกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้ก็จะให้จำเลยที่ 2 ขับไป ตามบันทึกการจับกุมแต่บันทึกการจับกุมเป็นเพียงพยานบอกเล่า มีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อย และที่จำเลยที่ 1ให้การในชั้นจับกุมพาดพิงถึงจำเลยที่ 2 มีลักษณะเป็นการซัดทอด จึงเป็นการซัดทอดจำเลยในคดีเดียวกัน ต้องฟังอย่างระมัดระวัง การที่มีข้อเท็จจริงเพียงว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 มาเที่ยวงานแสดงสินค้าด้วยกัน และไม่มีพยานโจทก์ปากใดเห็นจำเลยที่ 2 กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำโดยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 ทำการลักทรัพย์ ประกอบกับจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ646/2547
primary_red_case_no
อ734/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000446.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.7002/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554