คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3338/2554 ฉบับเต็ม

#515046
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3338/2554 พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร โจทก์ นางจุฬารัตน์ สุดราม จำเลย พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1), มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, มาตรา 72 ตรี วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ ฯ มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "ป่า" หมายความว่าที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน ส่วนแบบแจ้งการครอบครองที่ดินตามที่พยานจำเลยอ้างนั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อความระบุว่าเป็นที่ดินที่แจ้งการครอบครองบริเวณใด และไม่ได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดิน 70 ถึง 80 ไร่ แต่อย่างใด คงระบุแต่เพียงว่า ช. เป็นผู้แจ้งการครอบครองโดยไม่ได้ระบุว่าครอบครองต่อจากผู้ใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่พิพาทไม่มีเอกสารสิทธิจึงเป็นที่ดินซึ่งยังไม่มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน ที่พิพาทจึงเป็นป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ฯ มาตรา 4 (1) การที่จำเลยครอบครองที่พิพาทมานานแล้วนั้น ก็ถือเป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วย ป.ที่ดิน เมื่อที่พิพาทมีสภาพเป็นป่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองจึงเป็นความผิด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี ให้จำเลย คนงาน ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าที่เกิดเหตุ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท เมื่อพิจารณาเนื้อที่ที่กระทำความผิดเพียง 1 ไร่ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลย คนงานผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าที่เกิดเหตุ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "...เมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "ป่า" หมายความว่าที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน ส่วนแบบแจ้งการครอบครองที่ดินตามเอกสารหมาย ล.6 นั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อความระบุว่าเป็นที่ดินที่แจ้งการครอบครองบริเวณใด และไม่ได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดิน 70 ถึง 80 ไร่ แต่อย่างใด เอกสารหมาย ล.6 ระบุแต่เพียงว่านายชบ เป็นผู้แจ้งการครอบครองโดยไม่ได้ระบุว่าครอบครองต่อจากผู้ใดทั้งได้ความว่า ที่ดินที่นายชบครอบครองได้มีการนำไปออกโฉนดที่ดินและขายให้บุคคลอื่นแล้ว ดังนั้น หากที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามเอกสารหมาย ล.6 แล้วก็น่าจะต้องมีการนำไปออกโฉนดที่ดินพร้อมกับที่ดินแปลงอื่น ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่าที่ดินแปลงอื่นได้มีการออกโฉนดที่ดินไปหมดแล้ว และบิดามารดาจำเลยได้แบ่งขายที่ดินให้บุคคลอื่นส่วนที่พิพาทจำเลยก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านยอมรับว่า ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ มารดาจำเลยทำเอกสารหมาย ล.3 ให้ไว้ โดยจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้รับในภายหลังจากที่มารดาเสียชีวิตแล้ว ซึ่งเอกสารหมาย ล.3 ก็ไม่ได้ระบุว่าที่ดินที่ยกให้มีหลักฐานทางทะเบียนแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่พิพาทไม่มีเอกสารสิทธิจึงเป็นที่ดินซึ่งยังไม่มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน ที่พิพาทจึงเป็นป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) และได้ความจากคำเบิกความของนายบุญหนุนว่า บริเวณเขาโพธิ์แบะเป็นที่ป่า โดยชาวบ้านบริเวณดังกล่าวทราบข้อเท็จจริงนี้ ดังนั้น จำเลยซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นย่อมต้องทราบ ยิ่งนายบุญหนุนเป็นผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่เกิดเหตุ ถือเป็นเจ้าพนักงานและเป็นคนกลางและจำเลยก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า พยานโจทก์ที่มาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ทุกคนไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความของพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยอ้างว่าครอบครองที่พิพาทมานานแล้วนั้น ก็ถือเป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อที่พิพาทมีสภาพเป็นป่า การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองจึงเป็นความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (นวลน้อย ผลทวี-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-พันวะสา บัวทอง) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
515046
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081990578"
    }
}
date
2554
deka_no
3338/2554
deka_running_no
3338
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "นวลน้อย ผลทวี",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "พันวะสา บัวทอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484",
        "sections": [
            "ม. 4 (1)",
            "ม. 54 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 72 ตรี วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางจุฬารัตน์ สุดราม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี ให้จำเลย คนงาน ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าที่เกิดเหตุ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท เมื่อพิจารณาเนื้อที่ที่กระทำความผิดเพียง 1 ไร่ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลย คนงานผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าที่เกิดเหตุ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "...เมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "ป่า" หมายความว่าที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน ส่วนแบบแจ้งการครอบครองที่ดินตามเอกสารหมาย ล.6 นั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อความระบุว่าเป็นที่ดินที่แจ้งการครอบครองบริเวณใด และไม่ได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดิน 70 ถึง 80 ไร่ แต่อย่างใด เอกสารหมาย ล.6 ระบุแต่เพียงว่านายชบ เป็นผู้แจ้งการครอบครองโดยไม่ได้ระบุว่าครอบครองต่อจากผู้ใดทั้งได้ความว่า ที่ดินที่นายชบครอบครองได้มีการนำไปออกโฉนดที่ดินและขายให้บุคคลอื่นแล้ว ดังนั้น หากที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามเอกสารหมาย ล.6 แล้วก็น่าจะต้องมีการนำไปออกโฉนดที่ดินพร้อมกับที่ดินแปลงอื่น ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่าที่ดินแปลงอื่นได้มีการออกโฉนดที่ดินไปหมดแล้ว และบิดามารดาจำเลยได้แบ่งขายที่ดินให้บุคคลอื่นส่วนที่พิพาทจำเลยก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านยอมรับว่า ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ มารดาจำเลยทำเอกสารหมาย ล.3 ให้ไว้ โดยจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้รับในภายหลังจากที่มารดาเสียชีวิตแล้ว ซึ่งเอกสารหมาย ล.3 ก็ไม่ได้ระบุว่าที่ดินที่ยกให้มีหลักฐานทางทะเบียนแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่พิพาทไม่มีเอกสารสิทธิจึงเป็นที่ดินซึ่งยังไม่มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน ที่พิพาทจึงเป็นป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) และได้ความจากคำเบิกความของนายบุญหนุนว่า บริเวณเขาโพธิ์แบะเป็นที่ป่า โดยชาวบ้านบริเวณดังกล่าวทราบข้อเท็จจริงนี้ ดังนั้น จำเลยซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นย่อมต้องทราบ ยิ่งนายบุญหนุนเป็นผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่เกิดเหตุ ถือเป็นเจ้าพนักงานและเป็นคนกลางและจำเลยก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า พยานโจทก์ที่มาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ทุกคนไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความของพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยอ้างว่าครอบครองที่พิพาทมานานแล้วนั้น ก็ถือเป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อที่พิพาทมีสภาพเป็นป่า การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองจึงเป็นความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000451.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554