คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11725/2553 ฉบับเต็ม

#518295
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11725/2553 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง นางวัลย์ประภาหรือแมว อ่อนจันทร์ กับพวก ผู้คัดค้าน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ผู้มีอำนาจยื่นคำคัดค้านตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในเงินของกลางเท่านั้น ผู้ครอบครองเงินของกลางซึ่งแม้จะต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของเงินก็ไม่อาจยื่นคำคัดค้านเพื่อขอเงินของกลางนั้นได้ ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่า ธนบัตรฉบับละ 500 บาท และ 100 บาท รวม 1,925,000 บาท ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลพญาไทยึดได้จากผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2545 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 1 ขอให้มีคำสั่งให้ธนบัตรจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกผลที่เกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนธนบัตรตามคำร้องของผู้ร้องเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาจากการประกอบอาชีพสุจริต ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ธนบัตรตามคำร้องของผู้ร้อง เป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งได้มาจากการประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 2 ได้นำไปใช้ในกิจการส่วนตัวโดยนายสุรินทร์ กรรมการของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ทราบเรื่อง ขอให้คืนธนบัตรดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ธนบัตรจำนวน 1,925,000 บาทพร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า นายสุรินทร์ กรรมการของผู้คัดค้านที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2545 พันตำรวจโทสุภัคกับพวกจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 และยึดธนบัตรฉบับละ 500 บาท และ 100 บาท รวม 1,925,000 บาท พร้อมกระเป๋าเดินทางที่ใช้บรรจุธนบัตรนั้นกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน พฮ 5566 กรุงเทพมหานคร เป็นของกลาง กล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานฟอกเงิน ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ป.ร.6 จากนั้นวันที่ 12 ธันวาคม 2545 ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพญาไท มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อแจ้งให้ทราบถึงพฤติการณ์ในการดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามหนังสือของสถานีตำรวจนครบาลพญาไทเอกสารหมาย ร.2 ต่อมากองพิสูจน์หลักฐานตรวจพบเมทแอมเฟตามีนติดอยู่ที่ธนบัตรและกระเป๋าเดินทางของกลางและมีปริมาณน้อยไม่อาจชั่งหาน้ำหนักได้ พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาผู้คัดค้านที่ 1 เพิ่มเติม ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 มีหนังสือแจ้งให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 วันที่ 3 พฤษภาคม 2547 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินออกคำสั่งมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อดำเนินการตรวจสอบการทำธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก วันที่23 มิถุนายน 2547 คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดธนบัตรของกลางไว้ชั่วคราว มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 วันที่ 5 สิงหาคม 2547 คณะกรรมการธุรกรรมมีมติว่า ธนบัตรของกลางเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ธนบัตรของกลางตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนคดีที่กล่าวหาผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดฐานฟอกเงินและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องตามคำพิพากษาเอกสารหมาย ค.15 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ประการแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีนี้หรือไม่ โดยผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่าแม้เงินของกลางจำนวน 1,925,000 บาท จะเป็นของผู้คัดค้านที่ 2 แต่เงินของกลางดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งยังคงต้องผูกพันรับผิดชอบในเงินจำนวนนี้ต่อผู้คัดค้านที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการ ฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า (1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ (2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือ...สาธารณะ" เช่นนี้ผู้มีอำนาจยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ต้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในเงินของกลางเท่านั้น หากเป็นเพียงผู้ครอบครองเงินของกลางซึ่งแม้จะต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของเงินนั้นก็ไม่อาจยื่นคำคัดค้านเพื่อขอเงินของกลางนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่า เงินของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 เท่านั้นและมีคำสั่งไม่รับฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 เช่นนี้คดีในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ปัญหาตามฎีกาดังกล่าวจึงเป็นฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ดังนั้นกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเงินของกลางเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วิรุฬห์ แสงเทียน-นพวรรณ อินทรัมพรรย์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
518295
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993139"
    }
}
date
2553
deka_no
11725/2553
deka_running_no
11725
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 51"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นางวัลย์ประภาหรือแมว อ่อนจันทร์ กับพวก"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่า ธนบัตรฉบับละ 500 บาท และ 100 บาท รวม 1,925,000 บาท ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลพญาไทยึดได้จากผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2545 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 1 ขอให้มีคำสั่งให้ธนบัตรจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกผลที่เกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนธนบัตรตามคำร้องของผู้ร้องเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาจากการประกอบอาชีพสุจริต ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ธนบัตรตามคำร้องของผู้ร้อง เป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งได้มาจากการประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 2 ได้นำไปใช้ในกิจการส่วนตัวโดยนายสุรินทร์ กรรมการของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ทราบเรื่อง ขอให้คืนธนบัตรดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ธนบัตรจำนวน 1,925,000 บาทพร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า นายสุรินทร์ กรรมการของผู้คัดค้านที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2545 พันตำรวจโทสุภัคกับพวกจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 และยึดธนบัตรฉบับละ 500 บาท และ 100 บาท รวม 1,925,000 บาท พร้อมกระเป๋าเดินทางที่ใช้บรรจุธนบัตรนั้นกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน พฮ 5566 กรุงเทพมหานคร เป็นของกลาง กล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานฟอกเงิน ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ป.ร.6 จากนั้นวันที่ 12 ธันวาคม 2545 ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพญาไท มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อแจ้งให้ทราบถึงพฤติการณ์ในการดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามหนังสือของสถานีตำรวจนครบาลพญาไทเอกสารหมาย ร.2 ต่อมากองพิสูจน์หลักฐานตรวจพบเมทแอมเฟตามีนติดอยู่ที่ธนบัตรและกระเป๋าเดินทางของกลางและมีปริมาณน้อยไม่อาจชั่งหาน้ำหนักได้ พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาผู้คัดค้านที่ 1 เพิ่มเติม ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 มีหนังสือแจ้งให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 วันที่ 3 พฤษภาคม 2547 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินออกคำสั่งมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อดำเนินการตรวจสอบการทำธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก วันที่23 มิถุนายน 2547 คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดธนบัตรของกลางไว้ชั่วคราว มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 วันที่ 5 สิงหาคม 2547 คณะกรรมการธุรกรรมมีมติว่า ธนบัตรของกลางเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ธนบัตรของกลางตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนคดีที่กล่าวหาผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดฐานฟอกเงินและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องตามคำพิพากษาเอกสารหมาย ค.15 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ประการแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีนี้หรือไม่ โดยผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่าแม้เงินของกลางจำนวน 1,925,000 บาท จะเป็นของผู้คัดค้านที่ 2 แต่เงินของกลางดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งยังคงต้องผูกพันรับผิดชอบในเงินจำนวนนี้ต่อผู้คัดค้านที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการ

ฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า

(1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ

(2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือ...สาธารณะ" เช่นนี้ผู้มีอำนาจยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ต้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในเงินของกลางเท่านั้น หากเป็นเพียงผู้ครอบครองเงินของกลางซึ่งแม้จะต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของเงินนั้นก็ไม่อาจยื่นคำคัดค้านเพื่อขอเงินของกลางนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่า เงินของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 เท่านั้นและมีคำสั่งไม่รับฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 เช่นนี้คดีในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ปัญหาตามฎีกาดังกล่าวจึงเป็นฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ดังนั้นกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเงินของกลางเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000474.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553