คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9555/2554 ฉบับเต็ม

#518413
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9555/2554 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายโกมล ตรีสินธุ์ กับพวก โจทก์ร่วม นางจันทร์เพ็ญ จิราธร จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2, มาตรา 28, มาตรา 30, มาตรา 195, มาตรา 225 พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา โดยได้บัญญัติถึงวิธีการและลักษณะการกู้ยืมในกรณีเช่นนี้ไว้ รวมถึงการปราบปรามการกระทำที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและวางมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง และรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้นมีอำนาจใช้มาตรการดังกล่าว ดังนี้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ร่วมทั้งแปดไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่อาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดตามพระราชกำหนดดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 5, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 343 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 420,000 บาท จำนวน 75,000 บาท จำนวน 341,000 บาท จำนวน 360,000 บาท จำนวน 85,000 บาท จำนวน 225,000 บาท จำนวน 50,000 บาท และจำนวน 505,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งแปดตามลำดับ ระหว่างพิจารณา นายโกมล นางชุม นางวิราวัล นางถนอมศรี นางก้อนทอง นางกัลยา นางคมคาย และนางประภัสสร ผู้เสียหายทั้งแปดยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5 (1) (2) (ก), 12 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี แต่ในความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นบทหนักที่สุดนั้นมีโทษจำคุกอย่างสูงสิบปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จึงให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 220,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 75,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 341,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 360,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 4 จำนวน 85,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 5 จำนวน 225,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 6 จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 7 และจำนวน 335,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 8 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 48 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งแปด และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา โดยได้บัญญัติถึงวิธีการและลักษณะการกู้ยืมในกรณีเช่นนี้ไว้ รวมถึงการปราบปรามการกระทำที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและวางมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้นมีอำนาจใช้มาตรการดังกล่าว ดังนี้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ร่วมทั้งแปดไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่อาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานนี้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง โจทก์ร่วมทั้งแปดไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสำหรับความผิดตามพระราชกำหนดดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งแปดในส่วนนี้ อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมที่ 8 มอบเงินให้จำเลยเพียง 365,000 บาท และจำเลยได้ชดใช้เงินคืนให้แล้ว 10,000 บาท จำเลยคงต้องรับผิดใช้เงินคืนเพียง 355,000 บาท แต่กลับพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 335,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้ จึงเป็นกรณีคำพิพากษาดังกล่าวมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้องโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 143 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่เงินที่ต้องคืนหรือใช้แก่โจทก์ร่วมที่ 8 นั้น ให้จำเลยคืนหรือใช้จำนวน 355,000 บาท ยกฎีกาและคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งแปดในข้อหาความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน (เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์-นพวรรณ อินทรัมพรรย์-ไชยยงค์ คงจันทร์) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายไพฑูรย์ ทับขันธ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายบูรณ์ ฐาปนดุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5863/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ220/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1271/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
518413
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นายไพฑูรย์ ทับขันธ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายบูรณ์ ฐาปนดุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988740"
    }
}
date
2554
deka_no
9555/2554
deka_running_no
9555
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์",
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์",
    "ไชยยงค์ คงจันทร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2",
            "ม. 28",
            "ม. 30",
            "ม. 195",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายโกมล ตรีสินธุ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางจันทร์เพ็ญ จิราธร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 5, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 343 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 420,000 บาท จำนวน 75,000 บาท จำนวน 341,000 บาท จำนวน 360,000 บาท จำนวน 85,000 บาท จำนวน 225,000 บาท จำนวน 50,000 บาท และจำนวน 505,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งแปดตามลำดับ

ระหว่างพิจารณา นายโกมล นางชุม นางวิราวัล นางถนอมศรี นางก้อนทอง นางกัลยา นางคมคาย และนางประภัสสร ผู้เสียหายทั้งแปดยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5 (1) (2) (ก), 12 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี แต่ในความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นบทหนักที่สุดนั้นมีโทษจำคุกอย่างสูงสิบปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จึงให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 220,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 75,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 341,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 360,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 4 จำนวน 85,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 5 จำนวน 225,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 6 จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 7 และจำนวน 335,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 8 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 48 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งแปด และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา โดยได้บัญญัติถึงวิธีการและลักษณะการกู้ยืมในกรณีเช่นนี้ไว้ รวมถึงการปราบปรามการกระทำที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและวางมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้นมีอำนาจใช้มาตรการดังกล่าว ดังนี้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ร่วมทั้งแปดไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่อาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานนี้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง โจทก์ร่วมทั้งแปดไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสำหรับความผิดตามพระราชกำหนดดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งแปดในส่วนนี้

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมที่ 8 มอบเงินให้จำเลยเพียง 365,000 บาท และจำเลยได้ชดใช้เงินคืนให้แล้ว 10,000 บาท จำเลยคงต้องรับผิดใช้เงินคืนเพียง 355,000 บาท แต่กลับพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 335,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้ จึงเป็นกรณีคำพิพากษาดังกล่าวมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้องโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 143 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่เงินที่ต้องคืนหรือใช้แก่โจทก์ร่วมที่ 8 นั้น ให้จำเลยคืนหรือใช้จำนวน 355,000 บาท ยกฎีกาและคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งแปดในข้อหาความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ220/2548
primary_red_case_no
อ1271/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000435.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5863/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554