คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11654/2554 ฉบับเต็ม

#518415
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11654/2554 พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี โจทก์ นายประสิทธิ์ ศรีปราชญ์ โจทก์ร่วม นายจรูญ ผลาหาญ จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 289 (7), มาตรา 335 (1), มาตรา 335 (3), มาตรา 335 (4), มาตรา 335 (8), มาตรา 335 วรรคสอง, มาตรา 80, มาตรา 365 (3) ป.วิ.อ. มาตรา 195, มาตรา 225 จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายและฐานพยายามลักทรัพย์ จำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้ตายเพียงอย่างเดียว จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91 เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้แม้คู่ความมิได้ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ให้ลงโทษจำเลย ป.อ. มาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 288, 289, 339, 364, 365, 91 และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นายประสิทธิ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 365 (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นจำคุก 20 ปี ฐานบุกรุก จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 22 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 10 ปี ฐานบุกรุก คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี ริบของกลางข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (7), 335 (1) (3) (4) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ฐานฆ่าผู้อื่นให้ประหารชีวิต ฐานพยายามลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 25 ปี ฐานพยายามลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 26 ปี เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 27 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่ลดโทษให้หรือไม่ โดยโจทก์ร่วมอ้างว่า จำเลยกระทำต่อผู้ตายอย่างทารุณ และจำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน จึงไม่มีเหตุปรานีลดโทษให้ เห็นว่า การกระทำของจำเลยทุกฐานความผิดนั้น จำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้ตายเพียงอย่างเดียว จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้แม้คู่ความมิได้ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (สมควร วิเชียรวรรณ-มนูพงศ์ รุจิกัณหะ-ธนสิทธิ์ นิลกำแหง) ศาลจังหวัดปราจีนบุรี - นายมนตรี กิติพงศ์ไพโรจน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นางสาวสุนันท์ วสาคารวะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5936/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1117/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ109/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
518415
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดปราจีนบุรี",
        "judge": "นายมนตรี กิติพงศ์ไพโรจน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นางสาวสุนันท์ วสาคารวะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988263"
    }
}
date
2554
deka_no
11654/2554
deka_running_no
11654
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "สมควร วิเชียรวรรณ",
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ",
    "ธนสิทธิ์ นิลกำแหง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 289 (7)",
            "ม. 335 (1)",
            "ม. 335 (3)",
            "ม. 335 (4)",
            "ม. 335 (8)",
            "ม. 335 วรรคสอง",
            "ม. 80",
            "ม. 365 (3)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายประสิทธิ์ ศรีปราชญ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจรูญ ผลาหาญ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 288, 289, 339, 364, 365, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายประสิทธิ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 365 (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นจำคุก 20 ปี ฐานบุกรุก จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 22 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 10 ปี ฐานบุกรุก คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี ริบของกลางข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (7), 335 (1) (3) (4) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ฐานฆ่าผู้อื่นให้ประหารชีวิต ฐานพยายามลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 25 ปี ฐานพยายามลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 26 ปี เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 27 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่ลดโทษให้หรือไม่ โดยโจทก์ร่วมอ้างว่า จำเลยกระทำต่อผู้ตายอย่างทารุณ และจำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน จึงไม่มีเหตุปรานีลดโทษให้ เห็นว่า การกระทำของจำเลยทุกฐานความผิดนั้น จำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้ตายเพียงอย่างเดียว จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้แม้คู่ความมิได้ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1117/2548
primary_red_case_no
อ109/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000431.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5936/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554