คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7945/2554 ฉบับเต็ม

#518452
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7945/2554 นายธวัชชัย อนันต์สถิตย์ โจทก์ บริษัทสวรรค์เทพ จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 10 วรรคสาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 ใช้สำหรับกรณีมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ซึ่งมีผลให้นายจ้างใหม่ต้องรับสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างที่มีอยู่กับนายจ้างเดิมมาด้วยทุกประการ แต่หากเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างให้แก่นายจ้างใหม่นั้นกรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง ซึ่งนายจ้างเดิมและนายจ้างใหม่จะทำได้เมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย และเมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจในการโอนสิทธิดังกล่าวแล้วลูกจ้างนั้นต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างใหม่ด้วยเช่นกัน หากนายจ้างโอนลูกจ้างไปยังนายจ้างใหม่ โดยลูกจ้างไม่ยินยอมก็ต้องถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 10 วรรคสาม มีผลใช้บังคับระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในแต่ละสถานประกอบกิจการเท่านั้น ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงมีผลใช้บังคับระหว่างจำเลยที่ 1 กับลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การโอนย้ายโจทก์จากการทำงานกับจำเลยที่ 1 ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 เป็นการปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านและทำงานกับจำเลยที่ 2 เป็นเวลาถึง 2 ปี 9 เดือน ถือว่าโจทก์ยินยอมพร้อมใจด้วยโดยปริยาย โจทก์ต้องยอมรับและปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างใหม่คือจำเลยที่ 2 ด้วย แต่จำเลยที่ 2 กับโจทก์ก็มิได้มีข้อตกลงเรื่องกำหนดเกษียณอายุไว้เป็นประการอื่น โจทก์จึงตกอยู่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่กำหนดเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี บริบูรณ์ โดยไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ที่กำหนดเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 65 ปี บริบูรณ์ จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เมื่อครบกำหนดเกษียณอายุ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่ปฏิบัติกันทั่วไป มิใช่การเลิกจ้างโดยกลั่นแกล้ง แต่เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่เลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหาย 10,784,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 บัญญัติว่า "ในกรณีที่กิจการใดมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างเนื่องจากการโอน รับมรดกหรือประการอื่นใดหรือในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล และมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโอน หรือควบกับนิติบุคคลใด สิทธิต่างๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมเช่นใดให้ลูกจ้างมีสิทธิเช่นว่านั้นต่อไป และให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ" บทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองลูกจ้างในกิจการที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างหรือมีการควบโอนกิจการของนายจ้างไปรวมกับนิติบุคคลอื่น ไม่ให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ลดน้อยลงไม่ว่าจะมีการควบ การโอนหรือการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ลูกจ้างก็ยังคงมีสิทธิเช่นเดิม ซึ่งใช้สำหรับกรณีมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ไม่ว่านายจ้างนั้นจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จึงจะมีผลให้นายจ้างใหม่ต้องรับสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างที่มีอยู่กับนายจ้างเดิมมาด้วยทุกประการ แต่หากเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างให้แก่นายจ้างใหม่นั้น กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 ซึ่งนายจ้างเดิมและนายจ้างใหม่จะทำได้เมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย และเมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจในการโอนสิทธิดังกล่าวแล้ว ลูกจ้างนั้นจึงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างใหม่ด้วยเช่นกัน หากไม่มีการตกลงกับลูกจ้างไว้อย่างหนึ่งอย่างใดแล้วนายจ้างโอนลูกจ้างไปยังนายจ้างใหม่ ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอมก็ต้องถือว่าเป็นการเลิกจ้างจากนายจ้างเดิม เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสองโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของหลายบริษัท บริษัทดังกล่าวไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดเรื่องการเกษียณอายุการทำงาน เมื่อเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2537 และฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 กำหนดเรื่องการเกษียณอายุไว้ว่า "พนักงานชายและหญิงที่อายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ให้เกษียณอายุวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่ครบเกษียณอายุถือว่าพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน..." เมื่อโจทก์โอนไปทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทยูไนเต็ดไวน์เนอรี่ จำกัด ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทนี้กำหนดการเกษียณอายุไว้ว่า พนักงานที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์จะต้องเกษียณอายุโดยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของบริษัท (เอกสารจำเลยอ้างส่งลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549) และต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2542 โจทก์โอนมาทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งข้อบังคับเกี่ยวกับทำงานกำหนดการเกษียณอายุไว้ว่า "พนักงานที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ถือว่าครบเกษียณอายุจะต้องพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ณ วันสิ้นเดือนที่ครบเกษียณอายุ..." เห็นว่า โจทก์ทำงานใน บริษัทต่าง ๆ ซึ่งเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนแยกต่างหากจากกัน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของแต่ละนิติบุคคล ถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 10 วรรคสาม แต่ก็มีผลใช้บังคับระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในแต่ละสถานประกอบกิจการเท่านั้น ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงมีผลบังคับแก่โจทก์ในช่วงเวลาที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์โอนมาเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 เป็นการโอนโดยเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 แม้จำเลยที่ 2 นับอายุงานต่อเนื่องจากนายจ้างคนก่อน แต่การโอนดังกล่าวโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านและทำงานกับจำเลยที่ 2 เป็นเวลาถึง 2 ปี 9 เดือน ถือว่าโจทก์ยินยอมพร้อมใจด้วยโดยปริยาย โจทก์ต้องยอมรับและปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างใหม่คือจำเลยที่ 2 ด้วย แต่จำเลยที่ 2 กับโจทก์ก็มิได้มีข้อตกลงเรื่องกำหนดเกษียณอายุไว้เป็นประการอื่น โจทก์จึงตกอยู่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 โดยไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 แม้การโอนย้ายจะเป็นเหตุให้สิทธิในการเกษียณอายุงานของโจทก์ลดลงก็ตามโจทก์จึงไม่อาจอ้างโอกาสที่จะได้ทำงานจนถึงอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 มาเป็นสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เมื่ออายุครบ 60 ปี ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 เป็นการเลิกจ้างในกำหนดระยะเวลาเกษียณอายุที่ปฏิบัติกันทั่วไป ย่อมมิใช่การเลิกจ้างโดยกลั่นแกล้ง แต่เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ มิใช่การเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้คำนิยามคำว่า ค่าจ้าง หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" ค่าจ้างตามบัญญัติดังกล่าว คือ เงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงาน สำหรับการทำงานหรือผลงานที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน หากนายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เพื่อตอบแทนการทำงานก็อาจจะไม่ใช่ค่าจ้าง อาจเป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้าง หรือเงินจูงใจในการทำงานก็ได้ ดังนั้น เบี้ยเลี้ยงที่จำเลยที่ 2 จ่ายให้แก่โจทก์ทุกเดือนพร้อมกับเงินเดือนในจำนวนเดือนละ 50,000 บาท และจ่ายให้เมื่อโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยอำนวยการฝ่ายการตลาดภาค 1 นั้น เห็นว่า เบี้ยเลี้ยงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ ในการจ่ายเพื่อตอบแทนการเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยอำนวยการฝ่ายการตลาดภาค 1 และเป็นการจ่ายเพื่อทดแทนส่วนแบ่งการขาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างในตำแหน่งเดิมของโจทก์ ดังนั้นเบี้ยเลี้ยงที่จำเลยที่ 2 จ่ายให้แก่โจทก์จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างและเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติของการทำงานโดยแท้ จำเลยที่ 2 ต้องนำเบี้ยเลี้ยงที่โจทก์ได้รับในเดือนสุดท้ายของการทำงานมารวมเป็นค่าจ้างเพื่อเป็นฐานคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์ด้วย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ทวีป ตันสวัสดิ์-ดิเรก อิงคนินันท์-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล) ศาลแรงงานกลาง - นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.808/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1038/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1396/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
518452
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081989317"
    }
}
date
2554
deka_no
7945/2554
deka_running_no
7945
deka_year
2554
department
แรงงาน
judges
[
    "ทวีป ตันสวัสดิ์",
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 577 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 13"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 10 วรรคสาม"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 49"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายธวัชชัย อนันต์สถิตย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทสวรรค์เทพ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่เลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหาย 10,784,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 บัญญัติว่า "ในกรณีที่กิจการใดมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างเนื่องจากการโอน รับมรดกหรือประการอื่นใดหรือในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล และมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโอน หรือควบกับนิติบุคคลใด สิทธิต่างๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมเช่นใดให้ลูกจ้างมีสิทธิเช่นว่านั้นต่อไป และให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ" บทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองลูกจ้างในกิจการที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างหรือมีการควบโอนกิจการของนายจ้างไปรวมกับนิติบุคคลอื่น ไม่ให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ลดน้อยลงไม่ว่าจะมีการควบ การโอนหรือการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ลูกจ้างก็ยังคงมีสิทธิเช่นเดิม ซึ่งใช้สำหรับกรณีมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ไม่ว่านายจ้างนั้นจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จึงจะมีผลให้นายจ้างใหม่ต้องรับสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างที่มีอยู่กับนายจ้างเดิมมาด้วยทุกประการ แต่หากเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างให้แก่นายจ้างใหม่นั้น กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 ซึ่งนายจ้างเดิมและนายจ้างใหม่จะทำได้เมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย และเมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจในการโอนสิทธิดังกล่าวแล้ว ลูกจ้างนั้นจึงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างใหม่ด้วยเช่นกัน หากไม่มีการตกลงกับลูกจ้างไว้อย่างหนึ่งอย่างใดแล้วนายจ้างโอนลูกจ้างไปยังนายจ้างใหม่ ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอมก็ต้องถือว่าเป็นการเลิกจ้างจากนายจ้างเดิม เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสองโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของหลายบริษัท บริษัทดังกล่าวไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดเรื่องการเกษียณอายุการทำงาน เมื่อเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2537 และฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 กำหนดเรื่องการเกษียณอายุไว้ว่า "พนักงานชายและหญิงที่อายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ให้เกษียณอายุวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่ครบเกษียณอายุถือว่าพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน..." เมื่อโจทก์โอนไปทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทยูไนเต็ดไวน์เนอรี่ จำกัด ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทนี้กำหนดการเกษียณอายุไว้ว่า พนักงานที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์จะต้องเกษียณอายุโดยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของบริษัท (เอกสารจำเลยอ้างส่งลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549) และต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2542 โจทก์โอนมาทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งข้อบังคับเกี่ยวกับทำงานกำหนดการเกษียณอายุไว้ว่า "พนักงานที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ถือว่าครบเกษียณอายุจะต้องพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ณ วันสิ้นเดือนที่ครบเกษียณอายุ..." เห็นว่า โจทก์ทำงานใน บริษัทต่าง ๆ ซึ่งเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนแยกต่างหากจากกัน

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของแต่ละนิติบุคคล ถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 10 วรรคสาม แต่ก็มีผลใช้บังคับระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในแต่ละสถานประกอบกิจการเท่านั้น ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงมีผลบังคับแก่โจทก์ในช่วงเวลาที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์โอนมาเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 เป็นการโอนโดยเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 แม้จำเลยที่ 2 นับอายุงานต่อเนื่องจากนายจ้างคนก่อน แต่การโอนดังกล่าวโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านและทำงานกับจำเลยที่ 2 เป็นเวลาถึง 2 ปี 9 เดือน ถือว่าโจทก์ยินยอมพร้อมใจด้วยโดยปริยาย โจทก์ต้องยอมรับและปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างใหม่คือจำเลยที่ 2 ด้วย แต่จำเลยที่ 2 กับโจทก์ก็มิได้มีข้อตกลงเรื่องกำหนดเกษียณอายุไว้เป็นประการอื่น โจทก์จึงตกอยู่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 โดยไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 แม้การโอนย้ายจะเป็นเหตุให้สิทธิในการเกษียณอายุงานของโจทก์ลดลงก็ตามโจทก์จึงไม่อาจอ้างโอกาสที่จะได้ทำงานจนถึงอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 มาเป็นสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เมื่ออายุครบ 60 ปี ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 เป็นการเลิกจ้างในกำหนดระยะเวลาเกษียณอายุที่ปฏิบัติกันทั่วไป ย่อมมิใช่การเลิกจ้างโดยกลั่นแกล้ง แต่เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ มิใช่การเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้คำนิยามคำว่า ค่าจ้าง หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" ค่าจ้างตามบัญญัติดังกล่าว คือ เงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงาน สำหรับการทำงานหรือผลงานที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน หากนายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เพื่อตอบแทนการทำงานก็อาจจะไม่ใช่ค่าจ้าง อาจเป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้าง หรือเงินจูงใจในการทำงานก็ได้ ดังนั้น เบี้ยเลี้ยงที่จำเลยที่ 2 จ่ายให้แก่โจทก์ทุกเดือนพร้อมกับเงินเดือนในจำนวนเดือนละ 50,000 บาท และจ่ายให้เมื่อโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยอำนวยการฝ่ายการตลาดภาค 1 นั้น เห็นว่า เบี้ยเลี้ยงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ ในการจ่ายเพื่อตอบแทนการเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยอำนวยการฝ่ายการตลาดภาค 1 และเป็นการจ่ายเพื่อทดแทนส่วนแบ่งการขาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างในตำแหน่งเดิมของโจทก์ ดังนั้นเบี้ยเลี้ยงที่จำเลยที่ 2 จ่ายให้แก่โจทก์จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างและเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติของการทำงานโดยแท้ จำเลยที่ 2 ต้องนำเบี้ยเลี้ยงที่โจทก์ได้รับในเดือนสุดท้ายของการทำงานมารวมเป็นค่าจ้างเพื่อเป็นฐานคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์ด้วย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1038/2548
primary_red_case_no
พ1396/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000440.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.808/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554