คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11445/2554 ฉบับเต็ม

#518457
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11445/2554 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ร้อง บริษัทฐิติกร จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้าน ป.อ. มาตรา 36 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสี่ เมื่อมีกฎหมายใหม่กำหนดเงื่อนไขในการขอคืนของกลางตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสี่ ผู้คัดค้านก็ต้องปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว กล่าวคือ ต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว จึงจะขอให้ปล่อยทรัพย์สินได้ ลำพังผู้คัดค้านไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 36 แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะขอคืนของกลางได้ ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31 ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ให้คืนแก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 20 กันยายน 2547 สายลับได้แจ้งให้ร้อยตำรวจเอกอรรถพล ทราบว่า ในวันเดียวกันนี้เวลาประมาณ 7.30 นาฬิกา นายธีระพันธ์หรือบอย จะมาส่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้าท้ายซอยหางหนู ร้อยตำรวจเอกอรรถพลจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นได้เรียกประชุมวางแผนจับกุมโดยแยกย้ายกันไปดักซุ่มตามที่ได้นัดหมายกันไว้ โดยมีสายลับร่วมเดินทางไปด้วย จนกระทั่งเวลาประมาณ 7.30 นาฬิกา นายธีระพันธ์ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าสีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมาจอดบริเวณจุดเกิดเหตุ สายลับได้ชี้ยืนยันร้อยตำรวจเอกอรรถพลกับพวกจึงเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอทำการตรวจค้น จ่าสิบตำรวจปริพลเป็นผู้ค้นตัวนายธีระพันธ์พบเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ดบรรจุรวมอยู่ในหลอดพลาสติกใสปิดหัวท้ายด้วยความร้อน 1 หลอด ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้าร่มด้านซ้ายที่นายธีระพันธ์สวมใส่อยู่ นายธีระพันธ์รับว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของตนรับมาจากนายเบิร์ด ไม่ทราบชื่อสกุลจริง เพื่อนำมาจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในราคาเม็ดละ 150 บาท โดยได้รับค่าจ้างครั้งละประมาณ 1,000 บาท และรับว่ารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นพาหนะในการรับส่งเมทแอมเฟตามีน ซึ่งรวมทั้งเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ ในชั้นจับกุมและสอบสวน นายธีระพันธ์ให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด น้ำหนักรวม 2.84 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 832.68 มิลลิกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาผู้ร้องยื่นฟ้องนายธีระพันธ์และศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกนายธีระพันธ์ คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนรถจักรยานยนต์ที่นายธีระพันธ์ขับมานั้นหมายเลขทะเบียน พฉว กรุงเทพมหานคร 73 เป็นรถของผู้คัดค้านที่ให้นางสาวขวัญฤทัย มารดาของนายธีระพันธ์เช่าซื้อเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ผู้คัดค้านมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของนายธีระพันธ์ มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ต้องริบรถจักรยานยนต์หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านนำสืบพิสูจน์ไม่ได้ตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย จึงต้องริบรถจักรยานยนต์ของผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า เดิมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติถึงการขอคืนของกลางแต่เพียงว่า เจ้าของทรัพย์สินมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ก็ขอคืนของกลางได้ แต่ต่อมาได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ซึ่งมีหมายเหตุว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว คือ เพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดตามกฎหมายดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ จากหมายเหตุดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า กฎหมายที่มีอยู่เดิมไม่สามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษได้ เมื่อกฎหมายใหม่กำหนดเงื่อนไขในการขอคืนของกลางแตกต่างจากประมวลกฎหมายอาญาจึงต้องยึดถือตามกฎหมายใหม่ ดังนั้น พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสี่ บัญญัติว่า "...ในกรณีที่ปรากฏเจ้าของ แต่เจ้าของไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอื่นควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและจะมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าว..." ผู้คัดค้านก็ต้องปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว กล่าวคือต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวจึงจะขอให้ปล่อยทรัพย์สินได้ ลำพังผู้คัดค้านไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะขอคืนของกลางได้ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน พฉว กรุงเทพมหานคร 73 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศิริชัย วัฒนโยธิน-อภิรัตน์ ลัดพลี-ทวีป ตันสวัสดิ์) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นางอนงค์รัตน์ คงลาภ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1973/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม33/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม17/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
518457
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นางอนงค์รัตน์ คงลาภ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988274"
    }
}
date
2554
deka_no
11445/2554
deka_running_no
11445
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ศิริชัย วัฒนโยธิน",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ทวีป ตันสวัสดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 36"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 30 วรรคสี่"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "บริษัทฐิติกร จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ให้คืนแก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 20 กันยายน 2547 สายลับได้แจ้งให้ร้อยตำรวจเอกอรรถพล ทราบว่า ในวันเดียวกันนี้เวลาประมาณ 7.30 นาฬิกา นายธีระพันธ์หรือบอย จะมาส่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้าท้ายซอยหางหนู ร้อยตำรวจเอกอรรถพลจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นได้เรียกประชุมวางแผนจับกุมโดยแยกย้ายกันไปดักซุ่มตามที่ได้นัดหมายกันไว้ โดยมีสายลับร่วมเดินทางไปด้วย จนกระทั่งเวลาประมาณ 7.30 นาฬิกา นายธีระพันธ์ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าสีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมาจอดบริเวณจุดเกิดเหตุ สายลับได้ชี้ยืนยันร้อยตำรวจเอกอรรถพลกับพวกจึงเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอทำการตรวจค้น จ่าสิบตำรวจปริพลเป็นผู้ค้นตัวนายธีระพันธ์พบเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ดบรรจุรวมอยู่ในหลอดพลาสติกใสปิดหัวท้ายด้วยความร้อน 1 หลอด ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้าร่มด้านซ้ายที่นายธีระพันธ์สวมใส่อยู่ นายธีระพันธ์รับว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของตนรับมาจากนายเบิร์ด ไม่ทราบชื่อสกุลจริง เพื่อนำมาจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในราคาเม็ดละ 150 บาท โดยได้รับค่าจ้างครั้งละประมาณ 1,000 บาท และรับว่ารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นพาหนะในการรับส่งเมทแอมเฟตามีน ซึ่งรวมทั้งเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ ในชั้นจับกุมและสอบสวน นายธีระพันธ์ให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด น้ำหนักรวม 2.84 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 832.68 มิลลิกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาผู้ร้องยื่นฟ้องนายธีระพันธ์และศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกนายธีระพันธ์ คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนรถจักรยานยนต์ที่นายธีระพันธ์ขับมานั้นหมายเลขทะเบียน พฉว กรุงเทพมหานคร 73 เป็นรถของผู้คัดค้านที่ให้นางสาวขวัญฤทัย มารดาของนายธีระพันธ์เช่าซื้อเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ผู้คัดค้านมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของนายธีระพันธ์

มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ต้องริบรถจักรยานยนต์หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านนำสืบพิสูจน์ไม่ได้ตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย จึงต้องริบรถจักรยานยนต์ของผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า เดิมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติถึงการขอคืนของกลางแต่เพียงว่า เจ้าของทรัพย์สินมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ก็ขอคืนของกลางได้ แต่ต่อมาได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ซึ่งมีหมายเหตุว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว คือ เพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดตามกฎหมายดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ จากหมายเหตุดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า กฎหมายที่มีอยู่เดิมไม่สามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษได้ เมื่อกฎหมายใหม่กำหนดเงื่อนไขในการขอคืนของกลางแตกต่างจากประมวลกฎหมายอาญาจึงต้องยึดถือตามกฎหมายใหม่ ดังนั้น พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสี่ บัญญัติว่า "...ในกรณีที่ปรากฏเจ้าของ แต่เจ้าของไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอื่นควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและจะมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าว..." ผู้คัดค้านก็ต้องปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว กล่าวคือต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวจึงจะขอให้ปล่อยทรัพย์สินได้ ลำพังผู้คัดค้านไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะขอคืนของกลางได้ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน พฉว กรุงเทพมหานคร 73 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
opensearch_id
primary_black_case_no
ม33/2547
primary_red_case_no
ม17/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000431.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1973/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554