คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2554 ฉบับเต็ม

#518458
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2554 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ ร้อยตรีประสาน พันธุ์อุบล โจทก์ร่วม นายฉลาด ผลบุญ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 362, มาตรา 365 วรรค(2), มาตรา 83 ที่ดินพิพาทมีชื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แม้สำนักงานธนารักษ์ตรวจสอบแล้วปรากฎว่าโฉนดออกในที่ราชพัสดุและมีการขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่ขั้นตอนในการเพิกถอนโฉนดยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ และผลในการเพิกถอนยังไม่ปรากฏว่าจะเพิกถอนได้หรือไม่ เมื่อมีบุคคลมารบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ร่วมดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิในการครอบครองที่ดินของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (2) (3), 83 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ร้อยตรีประสาน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉํยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีการออกโฉนดเลขที่ 239116 โดยมีชื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แม้สำนักงานธนารักษ์จังหวัดสมุทรปราการได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าโฉนดที่ดินเลขที่ดังกล่าวออกในที่ราชพัสดุ และยังมีการขอให้เพิกถอนโฉนดดังกล่าวก็ตาม แต่ขั้นตอนในการเพิกถอนโฉนดดังกล่าวนั้นยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ และผลในการเพิกถอนโฉนดยังไม่ปรากฏว่าจะมีการเพิกถอนโฉนดดังกล่าวได้หรือไม่ ซึ่งในขณะร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์ร่วมก็ยังมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว และเมื่อมีบุคคลมารบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในขณะที่โจทก์ร่วมมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์บนที่ดินโฉนดดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิในการครอบครองที่ดินของโจทก์ร่วมในขณะนั้น โจทก์ร่วมจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดในการรบกวนการครอบครองที่ดินดังกล่าว โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองโดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 2 ปี และให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรมีกำหนดคนละ 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (ชำนาญ รวิวรรณพงษ์-ไมตรี ศรีอรุณ-สุรพันธุ์ ละอองมณี) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายกิตติ บุญธรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.205/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ797/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ12120/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
518458
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายกิตติ บุญธรรม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988982"
    }
}
date
2554
deka_no
8749/2554
deka_running_no
8749
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ชำนาญ รวิวรรณพงษ์",
    "ไมตรี ศรีอรุณ",
    "สุรพันธุ์ ละอองมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 362",
            "ม. 365 วรรค(2)",
            "ม. 83"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "ร้อยตรีประสาน พันธุ์อุบล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายฉลาด ผลบุญ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (2) (3), 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ร้อยตรีประสาน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉํยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีการออกโฉนดเลขที่ 239116 โดยมีชื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แม้สำนักงานธนารักษ์จังหวัดสมุทรปราการได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าโฉนดที่ดินเลขที่ดังกล่าวออกในที่ราชพัสดุ และยังมีการขอให้เพิกถอนโฉนดดังกล่าวก็ตาม แต่ขั้นตอนในการเพิกถอนโฉนดดังกล่าวนั้นยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ และผลในการเพิกถอนโฉนดยังไม่ปรากฏว่าจะมีการเพิกถอนโฉนดดังกล่าวได้หรือไม่ ซึ่งในขณะร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์ร่วมก็ยังมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว และเมื่อมีบุคคลมารบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในขณะที่โจทก์ร่วมมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์บนที่ดินโฉนดดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิในการครอบครองที่ดินของโจทก์ร่วมในขณะนั้น โจทก์ร่วมจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดในการรบกวนการครอบครองที่ดินดังกล่าว โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองโดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 2 ปี และให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรมีกำหนดคนละ 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ797/2545
primary_red_case_no
อ12120/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000437.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.205/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554