คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11058/2554 ฉบับเต็ม

#518474
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11058/2554 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายนพพิจิตร อยู่อ่อง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคหนึ่ง, มาตรา 225 จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบเพราะพนักงานสอบสวนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่จำเลยมิได้แสดงไว้โดยชัดแจ้งว่าพนักงานสอบสวนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 ปี รวมกับโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นจำคุก 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่าจำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีกกรรมหนึ่งตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาและนำสืบว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถูกผู้เสียหายที่ 2 มารดาไล่ตีแล้วหนีเข้าไปในกุฏิเอง ทำนองว่าจำเลยไม่ได้พราก เห็นว่า เกี่ยวกับการเข้าไปในห้องพักของจำเลยนั้น โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานเบิกความต่อหน้านักสังคมสงเคราะห์ว่าก่อนออกจากบ้าน พยานขอเงินนายอดุลย์บิดา 5 บาท ไปโทรศัพท์หาเพื่อนที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วเดินต่อไปที่วัดท่าข้ามเพราะงอนผู้เสียหายที่ 2 มารดาที่ชอบบ่น ขณะเดินเล่นอยู่ในวัดจำเลยเข้ามาพูดคุยแล้วชวนไปคุยกันที่กุฏิ พยานจึงเดินตามจำเลยไปและเข้าไปคุยกันในกุฏิ หลังจากคุยกันได้ประมาณ 30 นาทีจำเลยก็กระทำชำเราและบอกว่าจะรับผิดชอบ คืนนั้นพยานจึงนอนค้างกับจำเลยที่ห้องดังกล่าว ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า คืนเกิดเหตุขณะพยานอยู่ที่ห้องพักกับนายอ๊อฟ ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งเป็นเด็กวัด ผู้เสียหายที่ 1 ได้วิ่งเข้ามาในห้องด้วยท่าทางมอมแมม สอบถามแล้วได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 จะมาหาเด็กที่ทำงานอยู่กับเครื่องเล่นรถปั๊ม แต่ถูกมารดาตามหาจึงวิ่งหลบเข้ามาในห้องของจำเลย จำเลยจะไปส่งบ้านแต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยอมไป สำหรับชั้นสอบสวนโจทก์มีร้อยตำรวจโทเข็มเพชร พนักงานสอบสวนเบิกความประกอบคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยว่า เมื่อพยานแจ้งข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำเลยให้การปฏิเสธโดยไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิด ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ให้การต่อหน้านักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการทำนองเดียวกับที่เบิกความต่อศาลว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ขอเงิน 5 บาท จากบิดาไปโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะก่อนแล้วจึงเดินไปเที่ยวที่วัดท่าข้าม ขณะเดินดูของตามร้านในวัดซึ่งงานรื่นเริงในวัดเลิกแล้วจำเลยได้เข้ามาพูดคุยแล้วชวนไปที่กุฏิในวัด ตามคำให้การ เห็นว่า คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 สอดคล้องรับสมกันอย่างไม่มีพิรุธ การเบิกความและการให้การดังกล่าวกระทำต่อหน้านักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้คอยพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะมีผู้ใดเสี้ยมสอนให้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความหรือให้การต่างไปจากความจริง คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อรับฟังเป็นความจริงได้ ต่างจากคำเบิกความของจำเลยซึ่งไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนเลย ชั้นสอบสวนตามคำให้การของจำเลย ซึ่งจำเลยได้รับแจ้งสิทธิให้พบและปรึกษาทนายความได้ จำเลยก็ไม่ได้ให้การว่าผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีมารดาหลบเข้ามาอยู่ในห้องของจำเลยเองดังที่เบิกความต่อศาลแต่อย่างใด หากผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีมารดามาจริง จำเลยก็น่าจะให้การต่อพนักงานสอบสวนตั้งแต่ต้นเพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเก็บข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้แล้วเพิ่งมาเปิดเผยในชั้นพิจารณา ที่จำเลยเบิกความว่า มีนายอ๊อฟ เด็กวัดคนหนึ่งอยู่ในห้องพักกับจำเลยด้วยตอนที่ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งเข้ามา จำเลยก็ไม่นำนายอ๊อฟดังกล่าวมาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่อ้างว่าผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีเข้ามาหลบอยู่ในห้องพักกับจำเลยเอง ทำนองว่าจำเลยไม่ได้ชักชวน จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปคุยกันที่กุฏิในวัดแล้วถือโอกาสกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ตามที่โจทก์นำสืบจริง จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีกกรรมหนึ่งตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดสองกรรมตามฟ้องชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยฎีกาในตอนท้ายว่าการสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบเพราะพนักงานสอบสวนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจำเลยก็มิได้แสดงไว้โดยชัดแจ้งว่าพนักงานสอบสวนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบอย่างไรจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน (พิศล พิรุณ-พันวะสา บัวทอง-นวลน้อย ผลทวี) ศาลอาญาธนบุรี - นายอภิสิทธิ์ ศิลาวิลาศภักดี ศาลอุทธรณ์ - นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5988/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ523/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3024/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
518474
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญาธนบุรี",
        "judge": "นายอภิสิทธิ์ ศิลาวิลาศภักดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988385"
    }
}
date
2554
deka_no
11058/2554
deka_running_no
11058
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "พิศล พิรุณ",
    "พันวะสา บัวทอง",
    "นวลน้อย ผลทวี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนพพิจิตร อยู่อ่อง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 ปี รวมกับโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นจำคุก 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่าจำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีกกรรมหนึ่งตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาและนำสืบว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถูกผู้เสียหายที่ 2 มารดาไล่ตีแล้วหนีเข้าไปในกุฏิเอง ทำนองว่าจำเลยไม่ได้พราก เห็นว่า เกี่ยวกับการเข้าไปในห้องพักของจำเลยนั้น โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานเบิกความต่อหน้านักสังคมสงเคราะห์ว่าก่อนออกจากบ้าน พยานขอเงินนายอดุลย์บิดา 5 บาท ไปโทรศัพท์หาเพื่อนที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วเดินต่อไปที่วัดท่าข้ามเพราะงอนผู้เสียหายที่ 2 มารดาที่ชอบบ่น ขณะเดินเล่นอยู่ในวัดจำเลยเข้ามาพูดคุยแล้วชวนไปคุยกันที่กุฏิ พยานจึงเดินตามจำเลยไปและเข้าไปคุยกันในกุฏิ หลังจากคุยกันได้ประมาณ 30 นาทีจำเลยก็กระทำชำเราและบอกว่าจะรับผิดชอบ คืนนั้นพยานจึงนอนค้างกับจำเลยที่ห้องดังกล่าว ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า คืนเกิดเหตุขณะพยานอยู่ที่ห้องพักกับนายอ๊อฟ ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งเป็นเด็กวัด ผู้เสียหายที่ 1 ได้วิ่งเข้ามาในห้องด้วยท่าทางมอมแมม สอบถามแล้วได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 จะมาหาเด็กที่ทำงานอยู่กับเครื่องเล่นรถปั๊ม แต่ถูกมารดาตามหาจึงวิ่งหลบเข้ามาในห้องของจำเลย จำเลยจะไปส่งบ้านแต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยอมไป สำหรับชั้นสอบสวนโจทก์มีร้อยตำรวจโทเข็มเพชร พนักงานสอบสวนเบิกความประกอบคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยว่า เมื่อพยานแจ้งข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำเลยให้การปฏิเสธโดยไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิด ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ให้การต่อหน้านักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการทำนองเดียวกับที่เบิกความต่อศาลว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ขอเงิน 5 บาท จากบิดาไปโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะก่อนแล้วจึงเดินไปเที่ยวที่วัดท่าข้าม ขณะเดินดูของตามร้านในวัดซึ่งงานรื่นเริงในวัดเลิกแล้วจำเลยได้เข้ามาพูดคุยแล้วชวนไปที่กุฏิในวัด ตามคำให้การ เห็นว่า คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 สอดคล้องรับสมกันอย่างไม่มีพิรุธ การเบิกความและการให้การดังกล่าวกระทำต่อหน้านักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้คอยพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะมีผู้ใดเสี้ยมสอนให้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความหรือให้การต่างไปจากความจริง คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อรับฟังเป็นความจริงได้ ต่างจากคำเบิกความของจำเลยซึ่งไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนเลย ชั้นสอบสวนตามคำให้การของจำเลย ซึ่งจำเลยได้รับแจ้งสิทธิให้พบและปรึกษาทนายความได้ จำเลยก็ไม่ได้ให้การว่าผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีมารดาหลบเข้ามาอยู่ในห้องของจำเลยเองดังที่เบิกความต่อศาลแต่อย่างใด หากผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีมารดามาจริง จำเลยก็น่าจะให้การต่อพนักงานสอบสวนตั้งแต่ต้นเพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเก็บข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้แล้วเพิ่งมาเปิดเผยในชั้นพิจารณา ที่จำเลยเบิกความว่า มีนายอ๊อฟ เด็กวัดคนหนึ่งอยู่ในห้องพักกับจำเลยด้วยตอนที่ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งเข้ามา จำเลยก็ไม่นำนายอ๊อฟดังกล่าวมาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่อ้างว่าผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีเข้ามาหลบอยู่ในห้องพักกับจำเลยเอง ทำนองว่าจำเลยไม่ได้ชักชวน จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปคุยกันที่กุฏิในวัดแล้วถือโอกาสกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ตามที่โจทก์นำสืบจริง จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีกกรรมหนึ่งตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดสองกรรมตามฟ้องชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยฎีกาในตอนท้ายว่าการสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบเพราะพนักงานสอบสวนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจำเลยก็มิได้แสดงไว้โดยชัดแจ้งว่าพนักงานสอบสวนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบอย่างไรจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ523/2551
primary_red_case_no
อ3024/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000432.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5988/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554