คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917/2554 ฉบับเต็ม

#518477
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917/2554 พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ นายวัชรินทร์หรือเอ็ม ฟองทอง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 195, มาตรา 212, มาตรา 225 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 4 ปี และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องเป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน โจทก์ไม่อุทธรณ์ถือว่าโจทก์พอใจในคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฝ่ายเดียวอุทธรณ์ การพิจารณาพิพากษาชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 บัญญัติว่า "คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น" ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาโดยเติมข้อความในวงเล็บในส่วนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า "(ที่ถูก 6 ปี 9 เดือน)" ทำให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกจำเลยที่ 1 เมื่อคดีถึงที่สุดเป็น จำคุก 6 ปี 9 เดือน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดังกล่าวจึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1760/2550 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1433/2550 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 772 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก คนละ 4 ปี และฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 9 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสี่ทุกกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน (ที่ถูก 6 ปี 9 เดือน) นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1433/2550 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีน และอาวุธปืนของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจโทณัฐนัยกับพวกร่วมกันให้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ได้จำนวน 1 เม็ด ในราคา 500 บาท พันตำรวจโทณัฐนัยกับพวกจับกุมจำเลยที่1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด และอาวุธปืนลูกซองไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก กระสุนปืน 1 นัด คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเพียงพันตำรวจโทณัฐนัยและดาบตำรวจชนะเบิกความเพียงว่า ขณะสายลับไปหาข่าวที่หน้าบ้านเช่าดังกล่าว พยานทั้งสองเห็นสายลับเรียกคนในบ้านออกมา พยานเห็นจำเลยทั้งสองออกมายืนคุยกับสายลับที่หน้าบ้าน ต่อมาสายลับมาบอกพยานว่า ติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสองในราคาเม็ดละ 500 บาท คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพยานบอกเล่าเมื่อโจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความสนับสนุน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงมี น้ำหนักน้อย ทั้งคำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ว่า อาวุธปืนของกลางไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของจำเลยที่ 2 นั้น คำให้การส่วนนี้ เป็นคำซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ส่วนขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ตามที่จำเลยที่ 1 บอกแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 1 จำหน่าย เป็นคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์มีเพียงคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 เท่านั้นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 1 จำหน่าย ซึ่งศาลจะต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ประกอบกับขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็มิได้อยู่กับ จำเลยที่ 1 ในที่เกิดเหตุ ทั้งโจทก์ก็มิได้นำเจ้าของบ้านเช่าที่เกิดเหตุมาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าบ้านดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์มีเพียงคำรับในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบจึงจะมีน้ำหนักรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ อีกทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธและยังมีข้อโต้เถียงว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้การด้วยความสมัครใจหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำฟ้องโจทก์หรือไม่ กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 4 ปี และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องเป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน โจทก์ไม่อุทธรณ์ ถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฝ่ายเดียวอุทธรณ์ การพิจารณาพิพากษาชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 บัญญัติว่า "คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น" ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาโดยเติมข้อความในวงเล็บในส่วนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า "(ที่ถูก 6 ปี 9 เดือน)" ทำให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกจำเลยที่ 1 เมื่อคดีถึงที่สุดเป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดังกล่าว จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้จำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 (พิทยา ลิ้มสุวัฒน์-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-เมทินี ชโลธร) ศาลจังหวัดพัทลุง - นางสาวกัญญาณัฐ เภรีฤกษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางสาวสิริกานต์ มีจุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6883/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1105/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1760/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
518477
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพัทลุง",
        "judge": "นางสาวกัญญาณัฐ เภรีฤกษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นางสาวสิริกานต์ มีจุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991591"
    }
}
date
2554
deka_no
917/2554
deka_running_no
917
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "พิทยา ลิ้มสุวัฒน์",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "เมทินี ชโลธร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195",
            "ม. 212",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวัชรินทร์หรือเอ็ม ฟองทอง"
    }
]
long_text
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1760/2550 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1433/2550 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 772 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก คนละ 4 ปี และฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 9 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสี่ทุกกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน (ที่ถูก 6 ปี 9 เดือน) นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1433/2550 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีน และอาวุธปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจโทณัฐนัยกับพวกร่วมกันให้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ได้จำนวน 1 เม็ด ในราคา 500 บาท พันตำรวจโทณัฐนัยกับพวกจับกุมจำเลยที่1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด และอาวุธปืนลูกซองไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก กระสุนปืน 1 นัด คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเพียงพันตำรวจโทณัฐนัยและดาบตำรวจชนะเบิกความเพียงว่า ขณะสายลับไปหาข่าวที่หน้าบ้านเช่าดังกล่าว พยานทั้งสองเห็นสายลับเรียกคนในบ้านออกมา พยานเห็นจำเลยทั้งสองออกมายืนคุยกับสายลับที่หน้าบ้าน ต่อมาสายลับมาบอกพยานว่า ติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสองในราคาเม็ดละ 500 บาท คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพยานบอกเล่าเมื่อโจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความสนับสนุน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงมี น้ำหนักน้อย ทั้งคำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ว่า อาวุธปืนของกลางไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของจำเลยที่ 2 นั้น คำให้การส่วนนี้ เป็นคำซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ส่วนขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ตามที่จำเลยที่ 1 บอกแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 1 จำหน่าย เป็นคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์มีเพียงคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 เท่านั้นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 1 จำหน่าย ซึ่งศาลจะต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ประกอบกับขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็มิได้อยู่กับ จำเลยที่ 1 ในที่เกิดเหตุ ทั้งโจทก์ก็มิได้นำเจ้าของบ้านเช่าที่เกิดเหตุมาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าบ้านดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์มีเพียงคำรับในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบจึงจะมีน้ำหนักรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ อีกทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธและยังมีข้อโต้เถียงว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้การด้วยความสมัครใจหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำฟ้องโจทก์หรือไม่ กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 4 ปี และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องเป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน โจทก์ไม่อุทธรณ์ ถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฝ่ายเดียวอุทธรณ์ การพิจารณาพิพากษาชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 บัญญัติว่า "คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น" ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาโดยเติมข้อความในวงเล็บในส่วนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า "(ที่ถูก 6 ปี 9 เดือน)" ทำให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกจำเลยที่ 1 เมื่อคดีถึงที่สุดเป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดังกล่าว จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้จำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1105/2550
primary_red_case_no
อ1760/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000460.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6883/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554