คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4012/2552 ฉบับเต็ม

#519992
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4012/2552 นางมุ้ยเกียว แซ่ตั้ง โจทก์ นายสมศักดิ์ ประติตัง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 5, มาตรา 640 การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนหนึ่ง แต่โจทก์นำสืบว่าจำเลยชำระหนี้บางส่วนแล้ว คงเหลือหนี้ไม่ถึงจำนวนตามคำฟ้องนั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินจากจำเลยเกินกว่าสิทธิที่โจทก์พึงมีตามกฎหมายดังที่จำเลยฎีกา เนื่องจากจำเลยชอบที่จะต่อสู้คดีได้และหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลก็ไม่ได้พิจารณาเฉพาะคำฟ้องของโจทก์เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากคำให้การจำเลยและพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบ ดังนี้ พฤติการณ์ของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการฟ้องคดีนี้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 163,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 154,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเรียกต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 163,625 บาท แต่โจทก์เบิกความว่าได้รับชำระหนี้จากจำเลยแล้วบางส่วน คงเหลือต้นเงินเพียง 90,000 บาทเศษ พฤติกรรมดังกล่าวของโจทก์บ่งชี้ว่าจงใจใช้สิทธิเรียกเอาเงินจากจำเลยเกินกว่าภาระหนี้ที่แท้จริง ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 พิพากษายกฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค4 วินิจฉัยว่า ถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต แต่เพื่อให้ผลการดำเนินคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์ 1,417.50 บาท จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนหนึ่ง แต่โจทก์นำสืบว่าจำเลยชำระหนี้บางส่วนแล้วคงเหลือหนี้ไม่ถึงจำนวนตามคำฟ้องนั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินจากจำเลยเกินกว่าสิทธิที่โจทก์พึงมีตามกฎหมายดังที่จำเลยฎีกา เนื่องจากจำเลยชอบที่จะต่อสู้คดีได้และหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลก็ไม่ได้พิจารณาเฉพาะคำฟ้องของโจทก์เท่านั้นแต่ต้องพิจารณาจากคำให้การจำเลยและพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบ ดังนี้ พฤติการณ์ของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการฟ้องคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-พีรพล พิชยวัฒน์-พิสิฐ ฐิติภัค) ศาลแขวงขอนแก่น - นายมานะ ภูสอดเงิน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2224/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ336/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1223/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
519992
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงขอนแก่น",
        "judge": "นายมานะ ภูสอดเงิน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082002637"
    }
}
date
2552
deka_no
4012/2552
deka_running_no
4012
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "พีรพล พิชยวัฒน์",
    "พิสิฐ ฐิติภัค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 640"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางมุ้ยเกียว แซ่ตั้ง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมศักดิ์ ประติตัง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 163,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 154,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเรียกต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 163,625 บาท แต่โจทก์เบิกความว่าได้รับชำระหนี้จากจำเลยแล้วบางส่วน คงเหลือต้นเงินเพียง 90,000 บาทเศษ พฤติกรรมดังกล่าวของโจทก์บ่งชี้ว่าจงใจใช้สิทธิเรียกเอาเงินจากจำเลยเกินกว่าภาระหนี้ที่แท้จริง ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 พิพากษายกฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค4 วินิจฉัยว่า ถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต แต่เพื่อให้ผลการดำเนินคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์ 1,417.50 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนหนึ่ง แต่โจทก์นำสืบว่าจำเลยชำระหนี้บางส่วนแล้วคงเหลือหนี้ไม่ถึงจำนวนตามคำฟ้องนั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินจากจำเลยเกินกว่าสิทธิที่โจทก์พึงมีตามกฎหมายดังที่จำเลยฎีกา เนื่องจากจำเลยชอบที่จะต่อสู้คดีได้และหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลก็ไม่ได้พิจารณาเฉพาะคำฟ้องของโจทก์เท่านั้นแต่ต้องพิจารณาจากคำให้การจำเลยและพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบ ดังนี้ พฤติการณ์ของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการฟ้องคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ336/2547
primary_red_case_no
พ1223/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000558.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2224/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552