คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10368/2554 ฉบับเต็ม

#519994
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10368/2554 นายสุชาหรือปรีชา ปานแดง โจทก์ นายจิตร ทองเนื้อสาม กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 243 (3), มาตรา 243 (ข), มาตรา 247 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์แบ่งซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จาก ช. โดย ช. ได้รับชำระค่าที่ดินจากโจทก์และได้มอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขายจนถึงปัจจุบัน แต่ยังไม่ได้แบ่งแยกโอนให้แก่โจทก์ ต่อมาที่ดินดังกล่าวได้ออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินในนามของ ช. หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำฟ้อง ย่อมแสดงว่าขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก ช. ที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น การโอนสิทธิครอบครองในกรณีนี้สามารถกระทำได้ทั้งการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 และการส่งมอบการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 ซึ่งโจทก์ได้กล่าวไว้ในคำฟ้องแล้วว่า ช. ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขายตลอดมา แสดงว่า ช. ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอีกต่อไป แม้ต่อมาจะได้ความว่า ช. นำที่ดินพิพาทไปออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน ช. ก็ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินแทนโจทก์เท่านั้น แม้ต่อมา ช. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทก็ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ช. ที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. จะมีสิทธิจัดการได้ แต่ที่ดินพิพาทยังเป็นสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. เพื่อขอให้ศาลสั่งแสดงสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาทได้ การที่ศาลชั้นต้นกลับไปวินิจฉัยเรื่องอายุความว่าโจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาซื้อขายที่ดินเกินกว่า 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกเกินกว่า 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม คดีจึงขาดอายุความ โดยไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องโจทก์ดังที่กล่าวมาข้างต้นหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวต่อไป จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองหรือคนใดคนหนึ่งไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองหรือจำเลยคนที่ไม่ดำเนินการให้ จำเลยที่ 1 ให้การว่า นายช่วยซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 ขายที่ดินตามฟ้องให้โจทก์จริง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของบิดาพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นข้อพิพาทที่เหลือต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2537 โจทก์ได้แบ่งซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 767 เลขที่ดิน 6 ตำบลพรุดินนา อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ จากนายช่วยจำนวน 2 แปลง แปลงแรก กว้าง 19 วา ยาว 30 วา ในราคา 4,000 บาท แปลงที่สอง กว้าง 6 วา ยาว 30 วา ในราคา 3,000 บาท ตามสัญญาซื้อขาย นายช่วยได้รับชำระค่าที่ดินจากโจทก์แล้ว และได้มอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครองตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2537 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาซื้อขายจนถึงปัจจุบัน แต่ที่ดินทั้งสองแปลงยังไม่ได้แบ่งแยกโอนให้แก่โจทก์ ต่อมาที่ดินแปลงดังกล่าวได้ออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินในนามของนายช่วย เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 9035 เลขที่ดิน 15 ตำบลพรุดินนา อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ ก็ย่อมแสดงว่าขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายช่วยนั้น ที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ไม่ใช่โฉนดที่ดิน ซึ่งผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น การโอนสิทธิครอบครองในกรณีนี้สามารถกระทำได้ทั้งการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 และการส่งมอบการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 ซึ่งโจทก์ก็ได้กล่าวไว้ในคำฟ้องแล้วว่า นายช่วยได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย คือวันที่ 22 มกราคม 2537 ตลอดมา ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ก็ย่อมแสดงว่านายช่วยไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอีกต่อไป แม้ต่อมาจะได้ความว่านายช่วยได้นำที่ดินพิพาทไปออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน ดังนี้นายช่วยก็ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่เป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินแทนโจทก์เท่านั้น แม้ต่อมานายช่วยถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทก็ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายช่วยที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วยจะมีสิทธิจัดการได้ แต่ที่ดินพิพาทยังเป็นสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วยเพื่อขอให้ศาลสั่งแสดงสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาทได้ การที่ศาลชั้นต้นกลับไปวินิจฉัยเรื่องอายุความโดยไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องโจทก์ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวมาต่อไป จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ (สมศักดิ์ ตันติภิรมย์-พินิจ สุเสารัจ-วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี) ศาลจังหวัดกระบี่ - นายวันดี ถิ่นวงษ์ม่อม ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวิชิต ทัศนานุกุลกิจ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2358/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม273/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม129/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
519994
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกระบี่",
        "judge": "นายวันดี ถิ่นวงษ์ม่อม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายวิชิต ทัศนานุกุลกิจ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988605"
    }
}
date
2554
deka_no
10368/2554
deka_running_no
10368
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ ตันติภิรมย์",
    "พินิจ สุเสารัจ",
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 243 (3)",
            "ม. 243 (ข)",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุชาหรือปรีชา ปานแดง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจิตร ทองเนื้อสาม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองหรือคนใดคนหนึ่งไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองหรือจำเลยคนที่ไม่ดำเนินการให้

จำเลยที่ 1 ให้การว่า นายช่วยซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 ขายที่ดินตามฟ้องให้โจทก์จริง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของบิดาพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นข้อพิพาทที่เหลือต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2537 โจทก์ได้แบ่งซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 767 เลขที่ดิน 6 ตำบลพรุดินนา อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ จากนายช่วยจำนวน 2 แปลง แปลงแรก กว้าง 19 วา ยาว 30 วา ในราคา 4,000 บาท แปลงที่สอง กว้าง 6 วา ยาว 30 วา ในราคา 3,000 บาท ตามสัญญาซื้อขาย นายช่วยได้รับชำระค่าที่ดินจากโจทก์แล้ว และได้มอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครองตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2537 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาซื้อขายจนถึงปัจจุบัน แต่ที่ดินทั้งสองแปลงยังไม่ได้แบ่งแยกโอนให้แก่โจทก์ ต่อมาที่ดินแปลงดังกล่าวได้ออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินในนามของนายช่วย เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 9035 เลขที่ดิน 15 ตำบลพรุดินนา อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ ก็ย่อมแสดงว่าขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายช่วยนั้น ที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ไม่ใช่โฉนดที่ดิน ซึ่งผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น การโอนสิทธิครอบครองในกรณีนี้สามารถกระทำได้ทั้งการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 และการส่งมอบการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 ซึ่งโจทก์ก็ได้กล่าวไว้ในคำฟ้องแล้วว่า นายช่วยได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย คือวันที่ 22 มกราคม 2537 ตลอดมา ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ก็ย่อมแสดงว่านายช่วยไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอีกต่อไป แม้ต่อมาจะได้ความว่านายช่วยได้นำที่ดินพิพาทไปออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน ดังนี้นายช่วยก็ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่เป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินแทนโจทก์เท่านั้น แม้ต่อมานายช่วยถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทก็ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายช่วยที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วยจะมีสิทธิจัดการได้ แต่ที่ดินพิพาทยังเป็นสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วยเพื่อขอให้ศาลสั่งแสดงสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาทได้ การที่ศาลชั้นต้นกลับไปวินิจฉัยเรื่องอายุความโดยไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องโจทก์ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวมาต่อไป จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
opensearch_id
primary_black_case_no
ม273/2547
primary_red_case_no
ม129/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000434.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2358/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554