คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10323/2554 ฉบับเต็ม

#520018
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10323/2554 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายกิตติชัย บุญหลง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี, มาตรา 226/3, มาตรา 227/1 โจทก์ขอหมายเรียกผู้เสียหายมาศาลในวันนัดสืบพยานครั้งแรก ผู้เสียหายมาศาลในวันดังกล่าวแล้ว แต่ไม่อาจสืบพยานได้เพราะโจทก์นำพยานปาก ส. เข้าเบิกความต่อศาลยังไม่แล้วเสร็จและขออนุญาตเลื่อนคดีไปสืบพยานปากผู้เสียหายในวันอื่น ศาลจึงให้ผู้เสียหายลงชื่อทราบนัดไว้ แต่หลังจากนั้นผู้เสียหายก็ไม่มาศาลอีกจนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์แถลงเพียงว่าโจทก์ได้ติดตามและสอบถามเจ้าพนักงานตำรวจทราบว่าผู้เสียหายอยู่กับมารดาซึ่งมีอาชีพรับจ้าง มีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง จึงไม่ทราบว่าผู้เสียหายอยู่ที่ใด โดยไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่า ไม่สามารถติดตามตัวผู้เสียหายมาศาลได้อย่างแน่นอน แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ก็เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นเนื่องจากเห็นว่าโจทก์ขอเลื่อนคดีมาหลายครั้ง ไม่แน่ว่าจะสามารถติดตามผู้เสียหายมาสืบได้หรือไม่เท่านั้น กรณียังถือไม่ได้ว่ามีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ศาลรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การผู้เสียหายเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคสี่ คำให้การของผู้เสียหายและม้วนวีดิทัศน์การถามปากคำผู้เสียหายในชั้นสอบสวนจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า แม้ตามมาตรา 226/3 มีข้อยกเว้นให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าได้ แต่ศาลต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุนตามมาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง แต่พยานหลักฐานโจทก์อื่นๆ ที่จะรับฟังประกอบวีดิทัศน์การถามปากคำผู้เสียหายล้วนแต่เป็นพยานบอกเล่า ซึ่งข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่าไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความจริงว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำชำเราผู้เสียหายได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานกระทำชำเราหญิง (ที่ถูก เด็กหญิง) อายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 16 ปี ฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 26 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า มีคนร้ายพาเด็กหญิงอำพา ผู้เสียหายไปกระทำชำเรา แพทย์ตรวจร่างกายของผู้เสียหายพบเมือกขาวและอสุจิในช่องคลอด ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุ12 ปีเศษ และอยู่ในความปกครองของนางสมใจ มารดา ผู้เสียหายมีสติปัญญาอ่อนปานกลาง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลคงมีคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ม้วนวีดิทัศน์การถามปากคำผู้เสียหาย ที่พนักงานสอบสวนบันทึกภาพและเสียงไว้ และร่วมกับพนักงานอัยการ และนักสังคมสงเคราะห์ สอบปากคำผู้เสียหายโดยมีนางสมใจมารดาผู้เสียหายนั่งฟังการสอบสวนอยู่ด้วยเป็นพยานหลักฐาน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคสี่ ให้ศาลรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาของศาลได้ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความต่อศาล ตามทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์ขอหมายเรียกผู้เสียหายมาศาลในวันนัดสืบพยานครั้งแรก ผลปรากฏว่าผู้เสียหายมาศาลในวันดังกล่าวแล้ว แต่ไม่อาจสืบพยานได้เพราะโจทก์นำพยานปากนางสมใจเข้าเบิกความต่อศาลยังไม่แล้วเสร็จและขออนุญาตเลื่อนคดีไปสืบพยานปากผู้เสียหายในวันอื่น ศาลจึงให้ผู้เสียหายลงชื่อทราบนัดไว้แล้ว แต่หลังจากนั้นผู้เสียหายก็ไม่มาศาลอีกจนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์แถลงเพียงว่าโจทก์ได้ติดตามและสอบถามเจ้าพนักงานตำรวจทราบว่าผู้เสียหายอยู่กับมารดาซึ่งมีอาชีพรับจ้าง มีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง จึงไม่ทราบว่าผู้เสียหายอยู่ที่ใด โดยไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่าไม่สามารถติดตามตัวผู้เสียหายมาศาลได้อย่างแน่นอน แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ก็เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นเนื่องจากเห็นว่าโจทก์ขอเลื่อนคดีมาหลายครั้ง ไม่แน่ว่าโจทก์จะสามารถติดตามผู้เสียหายมาสืบได้หรือไม่เท่านั้น กรณียังถือไม่ได้ว่ามีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ศาลรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การผู้เสียหายเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลได้ คำให้การในชั้นสอบสวนและม้วนวีดีทัศน์ การถามปากคำผู้เสียหายจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าแม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 มีข้อยกเว้นให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าได้ แต่ศาลจะต้องรับฟังพยานบอกเล่าด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง แต่ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกหญิงภัทรียา ได้ความว่าผู้เสียหายไปพบพยานแจ้งว่าวันเกิดเหตุเวลากลางวันจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ตึกร้างใกล้บ้านพักของผู้เสียหายและจำเลยพยานจึงส่งผู้เสียหายให้แพทย์โรงพยาบาลหาดใหญ่ตรวจร่างกาย ต่อมานางสมใจมาแจ้งความต่อพยานว่าผู้เสียหายได้หายออกจากบ้าน พยานจึงแจ้งเรื่องที่ผู้เสียหายแจ้งความต่อพยานว่าถูกจำเลยกระทำชำเราให้นางสมใจทราบ นางสมใจได้พูดคุยกับผู้เสียหายแล้วร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้วมีการนำตัวผู้เสียหายไปชี้ที่เกิดเหตุ จากนั้นนางสมใจและผู้เสียหายพาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่บ้านพัก จนกระทั่งพยานได้สอบปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นเวลาภายหลังวันเกิดเหตุถึง 7 วัน ทำให้น่าสงสัยว่าอาจจะมีการชี้แนะ เสี้ยมสอนให้ผู้เสียหายให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนได้ทั้งนี้เนื่องจากผู้เสียหายมีสติปัญญาอยู่ในระดับปัญญาอ่อน และในชั้นสอบสวนที่ผู้เสียหายให้การว่า วันเกิดเหตุหลังจากเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายกลับบ้านเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พี่สาวของผู้เสียหายฟังแล้วผู้เสียหายจึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน แต่บันทึกคำให้การของนางสาวสมจิต พี่สาวของผู้เสียหายได้ความเพียงว่าผู้เสียหายเล่าให้ฟังว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย วันเกิดเหตุหลังจากเกิดเหตุไม่ได้พบผู้เสียหาย แตกต่างจากที่ผู้เสียหายให้การไว้ดังกล่าว ส่วนนางสมใจมารดาผู้เสียหายเบิกความว่า วันที่นางสมใจไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจว่าผู้เสียหายหายออกไปจากบ้านได้พบผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ยอมเล่าเรื่องให้ฟัง สำหรับคำเบิกความของนางเจียมคงได้ความเพียงว่าช่วงก่อนวันเกิดเหตุ ผู้เสียหายเคยมาเล่าให้ฟังว่าถูกจำเลยกระทำชำเรา 2 ครั้ง แต่นางเจียมก็เบิกความว่า ไม่แน่ใจว่าผู้เสียหายจะพูดความจริงหรือไม่และไม่ได้เล่าเรื่องให้ผู้ใดฟัง เมื่อพยานหลักฐานโจทก์อื่น ๆ ที่จะรับฟังประกอบวีดิโอทัศน์การถามปากคำผู้เสียหาย ล้วนแต่เป็นพยานบอกเล่าซึ่งข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่าไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความจริงว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำชำเราผู้เสียหาย ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (วัฒนชัย โชติชูตระกูล-มนูพงศ์ รุจิกัณหะ-สมควร วิเชียรวรรณ) ศาลจังหวัดสงขลา - นางสาวสุดาวรรณ พฤกษ์เสถียร ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.428/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ516/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1103/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
520018
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นางสาวสุดาวรรณ พฤกษ์เสถียร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988606"
    }
}
date
2554
deka_no
10323/2554
deka_running_no
10323
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล",
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ",
    "สมควร วิเชียรวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 172 ตรี",
            "ม. 226/3",
            "ม. 227/1"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกิตติชัย บุญหลง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานกระทำชำเราหญิง (ที่ถูก เด็กหญิง) อายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 16 ปี ฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 26 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า มีคนร้ายพาเด็กหญิงอำพา ผู้เสียหายไปกระทำชำเรา แพทย์ตรวจร่างกายของผู้เสียหายพบเมือกขาวและอสุจิในช่องคลอด ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุ12 ปีเศษ และอยู่ในความปกครองของนางสมใจ มารดา ผู้เสียหายมีสติปัญญาอ่อนปานกลาง

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลคงมีคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ม้วนวีดิทัศน์การถามปากคำผู้เสียหาย ที่พนักงานสอบสวนบันทึกภาพและเสียงไว้ และร่วมกับพนักงานอัยการ และนักสังคมสงเคราะห์ สอบปากคำผู้เสียหายโดยมีนางสมใจมารดาผู้เสียหายนั่งฟังการสอบสวนอยู่ด้วยเป็นพยานหลักฐาน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคสี่ ให้ศาลรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาของศาลได้ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความต่อศาล ตามทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์ขอหมายเรียกผู้เสียหายมาศาลในวันนัดสืบพยานครั้งแรก ผลปรากฏว่าผู้เสียหายมาศาลในวันดังกล่าวแล้ว แต่ไม่อาจสืบพยานได้เพราะโจทก์นำพยานปากนางสมใจเข้าเบิกความต่อศาลยังไม่แล้วเสร็จและขออนุญาตเลื่อนคดีไปสืบพยานปากผู้เสียหายในวันอื่น ศาลจึงให้ผู้เสียหายลงชื่อทราบนัดไว้แล้ว แต่หลังจากนั้นผู้เสียหายก็ไม่มาศาลอีกจนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์แถลงเพียงว่าโจทก์ได้ติดตามและสอบถามเจ้าพนักงานตำรวจทราบว่าผู้เสียหายอยู่กับมารดาซึ่งมีอาชีพรับจ้าง มีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง จึงไม่ทราบว่าผู้เสียหายอยู่ที่ใด โดยไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่าไม่สามารถติดตามตัวผู้เสียหายมาศาลได้อย่างแน่นอน แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ก็เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นเนื่องจากเห็นว่าโจทก์ขอเลื่อนคดีมาหลายครั้ง ไม่แน่ว่าโจทก์จะสามารถติดตามผู้เสียหายมาสืบได้หรือไม่เท่านั้น กรณียังถือไม่ได้ว่ามีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ศาลรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การผู้เสียหายเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลได้ คำให้การในชั้นสอบสวนและม้วนวีดีทัศน์ การถามปากคำผู้เสียหายจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าแม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 มีข้อยกเว้นให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าได้ แต่ศาลจะต้องรับฟังพยานบอกเล่าด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง แต่ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกหญิงภัทรียา ได้ความว่าผู้เสียหายไปพบพยานแจ้งว่าวันเกิดเหตุเวลากลางวันจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ตึกร้างใกล้บ้านพักของผู้เสียหายและจำเลยพยานจึงส่งผู้เสียหายให้แพทย์โรงพยาบาลหาดใหญ่ตรวจร่างกาย ต่อมานางสมใจมาแจ้งความต่อพยานว่าผู้เสียหายได้หายออกจากบ้าน พยานจึงแจ้งเรื่องที่ผู้เสียหายแจ้งความต่อพยานว่าถูกจำเลยกระทำชำเราให้นางสมใจทราบ นางสมใจได้พูดคุยกับผู้เสียหายแล้วร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้วมีการนำตัวผู้เสียหายไปชี้ที่เกิดเหตุ จากนั้นนางสมใจและผู้เสียหายพาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่บ้านพัก จนกระทั่งพยานได้สอบปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นเวลาภายหลังวันเกิดเหตุถึง 7 วัน ทำให้น่าสงสัยว่าอาจจะมีการชี้แนะ เสี้ยมสอนให้ผู้เสียหายให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนได้ทั้งนี้เนื่องจากผู้เสียหายมีสติปัญญาอยู่ในระดับปัญญาอ่อน และในชั้นสอบสวนที่ผู้เสียหายให้การว่า วันเกิดเหตุหลังจากเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายกลับบ้านเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พี่สาวของผู้เสียหายฟังแล้วผู้เสียหายจึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน แต่บันทึกคำให้การของนางสาวสมจิต พี่สาวของผู้เสียหายได้ความเพียงว่าผู้เสียหายเล่าให้ฟังว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย วันเกิดเหตุหลังจากเกิดเหตุไม่ได้พบผู้เสียหาย แตกต่างจากที่ผู้เสียหายให้การไว้ดังกล่าว ส่วนนางสมใจมารดาผู้เสียหายเบิกความว่า วันที่นางสมใจไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจว่าผู้เสียหายหายออกไปจากบ้านได้พบผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ยอมเล่าเรื่องให้ฟัง สำหรับคำเบิกความของนางเจียมคงได้ความเพียงว่าช่วงก่อนวันเกิดเหตุ ผู้เสียหายเคยมาเล่าให้ฟังว่าถูกจำเลยกระทำชำเรา 2 ครั้ง แต่นางเจียมก็เบิกความว่า ไม่แน่ใจว่าผู้เสียหายจะพูดความจริงหรือไม่และไม่ได้เล่าเรื่องให้ผู้ใดฟัง เมื่อพยานหลักฐานโจทก์อื่น ๆ ที่จะรับฟังประกอบวีดิโอทัศน์การถามปากคำผู้เสียหาย ล้วนแต่เป็นพยานบอกเล่าซึ่งข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่าไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความจริงว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำชำเราผู้เสียหาย ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
อ516/2545
primary_red_case_no
อ1103/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000434.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.428/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554